2551-08-28

"ทำไมต้องยอมแพ้"

ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ ตอนอายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
ชายคน นั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะ แห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้าไม่ชอบสังคมและ ล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา
"ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู
---------------------------------------------------------------
ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์ชายคนนั้น... ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้งชายคนนั้น...พยายาม เป็นครั้งที่สามชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้ เป็นทหารสมใจชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ สองได้สำเร็จชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์"ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง
--------------------------------------------------------------
ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรีชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ต้งชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ ว่า"เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขาและกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลัง จะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน
----------------------------------------------------------------
ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬาชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก
----------------------------------------------------------------
ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถ ในการฟังลงเรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคน นั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคน นั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก
-----------------------------------------------------------------
ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคน นั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
----------------------------------------------------------------
ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรีชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษา ระดับกลางเท่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนใน วิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์" ผู้ค้นพบวัคซีนในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า
----------------------------------------------------------------
ชายคนหนึ่งเป็นนักร้องชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอ เพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลยแกควร กลับไปขับรถบรรทุก มากกว่า
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"
----------------------------------------------------------------
หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงคนนั้น...ทำงานให้ กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า"เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ ก็แต่งงานเสียดีกว่า
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จัก กันในนาม "มาริลีนมอนโร" นั่นเอง
-----------------------------------------------------------------
ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมากชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจ โคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์ รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐชายคน นั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก
----------------------------------------------------------------
ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับ คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้า คอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบัน คือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคย ถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก

ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่ สาม หรือที่รู้จักกันในนาม"บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐี อันดับหนึ่งของโลกผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ
--------------------------------------------------------------
"เชื่อว่าทุกคนเคยแพ้เชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลวแต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ ล้มเหลว
คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก"

2551-08-27

ตามหา Aura ในตัวคุณ


ความหมายสีของออร่าคือสีของความคิดและอารมณ์จะมีลักษณะเป็นหมอกไหลปรากฏเป็นหย่อมๆเห็นได้ชัดเจนบริเวณรอบศีรษะและเหนือบ่าวิธีคิดหารังสีออร่าของตัวคุณ เพียงคำนวณตามสูตรนำวัน เดือน ปี ค.ศ. ที่เกิด มาบวกกัน สมมุติว่า เกิดวันที่ 5 เดือนพฤษภาคมค.ศ. 1960ก็นำเลขทั้งหมดมาบวกกันคือ 5 + 5 + 1960 =1970จากนั้นก็แยกตัวเลขออกมาบวกกันอีกครั้งจะได้เป็น 1 + 9 + 7 + 0 = 17ก็นำมาแยกบวกอีกจนกว่าจะได้เลขตัวเดียวซึ่งก็คือ 1 + 7 = 8เมื่อได้ผลลัพธ์เป็นเลขตัวเดียวแล้วขอให้ดูว่าตัวเลขที่ได้ตรงกับสีพื้นฐานสีอะไรมีความหมายว่าอย่างไร แต่ถ้าเลขบวกกันแล้วได้ผลเป็น 11 และ 22 ไม่ต้องแยกบวกอีกเพราะเป็นพวกพิเศษกว่าพวกอื่น
1. สีแดง : ผู้นำ
พวกมีสีแดงเป็นสีพื้นฐาน จะมีความกระตือรือร้น เป็นผู้นำทะเยอทะยาน เต็มไปด้วยพลังงาน มีความกระฉับกระเฉงและพลังทางเพศ มีเสน่ห์ พูดจาโน้มน้าว จิตใจผู้อื่นได้ดี เป็นคนสนุกสนาน โอบอ้อมอารี กล้าหาญ คุณวิ่งไม่เร็ว มองโลกในแง่ดี ชอบการแข่งขัน เป็นสีที่นำมาซึ่งความสำเร็จ คุณควรหาอะไร ที่ท้าทายความสามารถทำ ชอบสร้างโครงการท้าทายความสามารถ แต่ต้องพิจารณาให้พอเหมาะสมกับตัวด้วย ข้อเสีย มักจะขี้กังวล ตื่นตระหนก และอาจหลงตัวเอง รวมทั้งอาจจะบ้างานมากไปจนเครียด ควรรู้จักพักผ่อน และคลายความเครียด
2. สีส้ม/แสด : มนุษยสัมพันธ์ดี
คุณเป็นคนอบอุ่น น่าคบ เข้ากับคนง่าย กระฉับกระเฉงว่องไว มีความสุข เป็นสีที่คอบควบคุมกล้ามเนื้อ แต่มีมากไปจะเย่อหยิ่ง ชอบเป็นที่ปรึกษาปัญหา ให้ใครต่อใคร ชอบช่วยเหลือและ ทำตัวให้เป็นประโยชน์อยู่เสมอ จิตใจสมถะ ชอบปิดทองหลังพระ คุณควรคบกับคน ที่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน ไม่งั้นคนอื่นจะเอาเปรียบคุณ ข้อเสีย ขี้เกียจ ใจน้อย มักถูกคนอื่นเอาเปรียบ
3. สีเหลือง : มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด
คุณเป็นคนคิดอะไรรวดเร็ว มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เข้าสังคมง่ายปรับตัวเก่ง ชอบคุยถกเถียงปัญหา ชอบเรียนรู้ และทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นคนฉลาด หลักแหลม และเรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว มีเมตตารักเพื่อนมนุษย์ เป็นสีคุ้มกันโรคภัย มีพรสวรรค์ด้านการพูด งานที่ทำควรเกี่ยวกับการพูดเป็นสื่อ เช่น ครู เซลล์แมน นักการทูต ที่ปรึกษา ฯลฯ หรืองานอาชีพที่ต้องใช้คำพูดเป็นหลัก ข้อเสีย จับจด ขี้อาย โกหกเก่ง
4. สีเขียว : รักษาโรค
คุณเป็นคนรักสงบละเอียดอ่อน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น จิตใจดี มีพลังจิต ไว้วางใจได้ คุณอาจมีลักษณะภายนอกหงิมๆ หรือเรียบง่าย แต่ส่วนลึกแล้วดื้อน่าดู คุณเป็นพวกสู้งาน หนักเอาเบาสู้ มีความสามารถในการใช้มือ เป็นสีแห่งความสมดุลและปรับตัว ข้อเสีย ดื้นรั้น ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
5. สีน้ำเงิน :เป็นได้ทุกอย่าง
คุณเป็นพวกมองโลกในแง่ดี แม้ชีวิตจะลุ่มๆ ดอนๆ ไปบ้างแต่ยังยิ้มสู้เสมอ เชื่อมั่นในตนเอง ซื่อตรง พยายามยืนหยัดด้วยตัวเอง แสงออร่าของคุณจึงกว้างและสว่างไสวเสมอ ทำให้กระชุ่มกระชวยดูอ่อนกว่าวัย คุณมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ปากกับใจตรงกัน รักการผจญภัย มีความคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการ ชอบพบปะผู้คน และสนใจการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม มีพรสวรรค์หลายๆ ด้าน ข้อเสีย ชอบทำงานหลายๆ อย่างในคราวเดียวกัน จึงกลายเป็นคนจับจด ทำอะไรไม่สำเร็จสัก อย่างนอกจากนั้นยังเป็นพวกชีพจรลงเท้า และขาดความอดทนอีกด้วย
6. สีคราม : มีความรับผิดชอบสูง
คุณชอบงานด้านสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้อื่น ชอบรับผิดชอบงาน จิตใจโอบอ้อมอารี เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ ไม่เห็นแก่ตัว เป็นสีของพลังจิต สัมผัสที่ 6 โทรจิตต่างๆ มีความคิดฉลาดล้ำลึกและสร้างสรรค์ นิยมความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มีความจริงใจ ชอบค้นหาสัจจะความจริงของชีวิต ข้อเสีย ปฏิเสธใครไม่เป็น ควรหาเวลาเป็นตัวของตัวเองบ้าง มีมาตรฐานการทำงานสูง จึงมักหงุดหงิดกับอะไรๆ ที่ไม่ได้ตามมาตรฐานของตนเอง

7. สีม่วง : ฉลาดล้ำลึก และสันโดษ
คุณมีจิตใจละเอียดอ่อน สนใจในศาสตร์ลึกลับจนบางครั้งดูเหมือนเป็นคนลึกลับ คุณมีประสาทสัมผัสที่ 6 สูง รักสันโดษจนดูเหมือนคุณจะเข้ากับใครไม่ได้ มักมีปัญหาบริเวณท้อง ข้อเสีย มักดูถูกความคิดผู้อื่น และเก็บความรู้สึกมากเกินไป
8. สีชมพู : นักบริหาร นักธุรกิจ
คุณเป็นคนมีความตั้งใจจริง แต่ค่อนข้างดื้อรั้น วางมาตรฐานตัวเองไว้สูง มุ่งมั่นที่จะให้บรรลุเป้าหมายและความสำเร็จ ถ้าคุณรู้ว่าเป็นฝ่ายถูก คุณจะยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่ยอมถอย มีพลังที่แจ่มใส รักสงบ เต็มไปด้วยความรัก โรแมนติก อารมณ์ขัน ถ่อมตน ปลอบประโลมคนเก่ง ข้อเสีย มักจะใจคอโลเลอาชีพของคุณจึงต้องเกี่ยวกับการบริหารและความรับผิดชอบ
9.สีทองเหลือง : นักสังคมสงเคราะห์
คุณเป็นคนอ่อนโยนชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นทั้งนักปราชญ์และเป็นคนมีคุณธรรมเต็มเปี่ยม มีความสุขมากที่สุดเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นคนมีความสุขและมองโลกในแง่ดี ข้อเสีย ปฏิเสธใครไม่เป็น จึงถูกเอาเปรียบบ่อยๆ ควรรู้จักปฏิเสธบ้าง
11. สีเงิน : นักอุดมคติ
คุณมีประสาทสัมผัสที่ 6 มีศักยภาพสูงในหลายๆ ด้าน เต็มไปด้วยความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ชอบฝันหวาน แต่คุณมักจะฝันมากกว่าลงมือทำจริงๆ เป็นคนซื่อสัตย์มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มองโลกในแง่ดี ถ้ามุมานะสร้างความฝันให้เป็นความจริงคุณจะไปได้ไกลมากทีเดียว ข้อเสีย ขี้เกียจ และบางครั้งจะเครียดจนใครๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ควรหาเวลาพักผ่อน ฝึกสมาธิ หรือโยคะ
12. สีทอง : ไม่มีขอบเขตจำกัด
คุณสามารถทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก หรือทำงานใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปาก คุณจะประสบความสำเร็จไปแทบทุกเรื่อง เป็นคนมีเสน่ห์จูงใจทำงานหนักเอาเบาสู้ มีเป้าหมาย ในการทำงานที่แน่นอน มีอุดมคติและความสามารถสูง เป็นผู้นำสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้

พบชายไทย 1 ใน 100 เจ้าโลกโค้งผิดรูป!


ชี้โค้งเกิน 45 องศา เซ็กซ์มีปัญหา ต้องผ่าตัด
แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง เผย โจ๋ไทยแจ้นแก้ศัลยกรรมจู๋มากสุด เพราะฉีดสารหวังเพิ่มขนาด แต่ติดเชื้อจนเน่า ขณะที่เทรนด์ใหม่จากจีน เจ้าโลกด้วนตัดต่อจากคนตายใส่คนเป็นได้ แต่ยังถกด้านจริยธรรม เตือนตัดต่อเจ้าโลกต้องเอาของรักที่ถูกตัดแช่แข็ง มาให้หมอภายใน 6 ชั่วโมง อวดเทคนิคใหม่ล่าสุดปลูกเนื้อเยื่อเพิ่มขนาดองคชาต ไทยอยู่ระหว่างวิจัย เกาหลี จีน ยุโรปตอนกลางทำแล้ว พบชายไทย 1 คน จาก100 จู๋โค้งงอ ผิดรูป ชี้โค้งเกิน 45องศา เซ็กซ์มีปัญหาต้องผ่าตัดแก้ไขวันที่ 5 ส.ค.ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลราชวิถี ในการประชุมวิชาการกรมแพทย์ ประจำปี 2551 นพ.ธิติ เชาวนลิขิต แพทย์ประจำงานศัลยกรรมตกแต่ง กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลเลิศสิน กรมการแพทย์ บรรยายเรื่อง เมื่อรยางค์สิ้นสภาพ:การฟื้นฟูองคชาต ว่า ปัญหาอวัยวะเพศชายหรือ องคชาตมีรูปร่างและการทำงานไม่ปกติ ที่มีสาเหตุมาจากการที่อวัยวะเพศเสียหายจากการโดนตัดทิ้ง การติดเชื้อจากการฉีดสารแปลกปลอมที่ทำให้อวัยวะมีขนาดโต การบิด โค้งงอ เอียงผิดรูป การเพิ่มขนาดอวัยวะที่เล็กผิดปกติให้ยาวขึ้น และการสร้างอวัยวะเพศใหม่สำหรับเพศที่ 3 โดยเปลี่ยนจากหญิงเป็นชาย สามารถแก้ไขด้วยการผ่าตัดให้สามารถทำหน้าที่ในการขับถ่ายของเสีย ด้วยการปัสสาวะ และการสืบพันธุ์ได้เป็นปกติ
นพ.ธิติ กล่าวว่า ทั้งนี้ ผู้ที่มีอวัยวะเพศเกิดการผิดปกติ ซึ่งเข้ามารับการรักษาจากแพทย์มากที่สุด เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมฉีดน้ำมันมะกอก หรือสารอื่นๆ ที่เชื่อว่า จะทำให้มีอวัยวะเพศที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จนเกิดการติดเชื้อ ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องทำการผ่าตัดเพื่อลอกบริเวณชั้นผิวหนังที่เกิดการติดเชื้อออกทั้งหมด แล้วนำหนังที่อัณฑะมาหุ้มแทน ทำให้สามารถใช้งานได้ปกติ แต่อาจมีรูปร่างและผิวสัมผัสไม่เหมือนเดิมนพ.ธิติ กล่าวต่อว่า สำหรับความผิดปกติ เนื่องจากอวัยวะเกิดความเสียหาย จากที่ถูกภรรยาตัดองคชาตทิ้ง ในอดีตประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีอุบัติการณ์มากที่สุด แต่ปัจจุบัน 5-6 ปีนี้ มีเหตุตัดอวัยวะทิ้งลดลง อีกทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถช่วยให้ต่อติดอวัยวะเพศได้ดีขึ้น แต่จะต้องเก็บอวัยวะเพศที่ถูกตัดแล้วนำมาต่อภายใน 6 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 12 ชั่วโมง อวัยวะเพศไม่สปรก หรือช้ำมาก มีวิธีการจัดเก็บที่ถูกต้อง เหมือนกับการเก็บนิ้วที่ขาด โดยการนำอวัยวะเพศมาใส่ถุงพลาสติก ใช้ผ้าห่อไว้ ไม่ควรล้างน้ำ หรือทำให้เปียก เพราะอาจทำให้เกิดการเปื่อยได้ จากนั้นนำมาใส่ถังที่มีน้ำแข็งและน้ำ แล้วรีบนำมาส่งแพทย์ “เมื่อ 2 ปี ที่แล้ว ที่ประเทศจีน มีการนำอวัยวะเพศชายจากศพมาตัดต่อในชายที่อวัยวะเพศขาดสำเร็จเป็นรายแรกของโลก ซึ่งแนวโน้มในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่า ผู้ที่ถูกตัดอวัยวะขาด หรือผู้หญิงที่อยากเป็นผู้ชายจะใช้วิธีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงทางด้านจริยธรรม และจะคุ้มหรือไม่เนื่องจากผู้ที่ใช้วิธีการนี้จะต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันเป็นจำนวนมากไปตลอด”นพ.ธิติ กล่าวนพ.ธิติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในการแก้ไขอวัยวะเพศที่มีขนาดเล็กผิดปกติ ซึ่งพบว่า เล็กเพียง 4 เซนติเมตร สามารถแก้ไขเพิ่มขนาดอวัยวะเพศโดยการยืด ผ่าตัดเส้นเอ็น ผังพืดแต่มักไม่มารับการรักษาเนื่องจากเป็นปมด้อยและมีความรู้สึกอับอาย โดยจะต้องผ่านการวิเคราะห์ทางจิตโดยได้รับการรับรองจากจิตแพทย์ และอธิบายขั้นตอนวิธีการอย่างละเอียดด้วยนพ.ธิติ กล่าวว่า ขณะที่ทางการแพทย์มีวิธีการใหม่ล่าสุดในการขยายยืดขนาดอวัยวะเพศ โดยการผ่าตัดสร้างเนื้อเยื่อ จากเซลล์ในถุงอัณฑะ โดยการใช้ไหมละลายสร้างเป็นโครงขึ้นมา ซึ่งสามารถขยายยืดอวัยวะเพศได้ประมาณ 3 นิ้ว ทำให้มีขนาดเท่ากับคนปกติ ซึ่งทางทีมแพทย์โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลปิยะเวท และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ร่วมกันทำการวิจัยการเพิ่มขนาดอวัยวะเพศด้วยวิธีดังกล่าว ซึ่งโครงการผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมในมนุษย์แล้ว ขณะนี้ทำการเพิ่มขนาดโดยวิธีดังกล่าวไปแล้ว 10 คน ซึ่งกลุ่มคนกลุ่มนี้ ต้องการเพิ่มขนาดเนื่องจากขาดความมั่นใจมีปมด้อย แม้ว่าจะมีอวัยวะเพศไม่เล็กผิดปกติ ซึ่งในหลายประเทศมีการให้บริการศัลยกรรมเพื่อความงามแล้ว เช่น ประเทศจีน เกาหลี ยุโรปตะวันออก ขณะที่ประเทศแถบสแกนดิเนเวียน ให้สิทธิประกันสุขภาพสามารถทำการแก้ไขปัญหาอวัยวะที่มีขนาดเล็กได้แต่ประเทศไทยยังไม่มีความชันเจนนัก ซึ่งหากโครงการนี้ผ่านขั้นตอนการวิจัยซึ่งคาดว่าในปีหน้าจะแล้วเสร็จ แต่การผ่าตัดลักษณะนี้มีราคาสูงมาก โดยเป็นค่าอุปกรณ์ 6 หมื่นบาท ไม่รวมค่าผ่าตัดอีกประมาณ 1 แสนบาท “ส่วนการแก้ไของคชาตผิดรูป มีการโค้งคอพบว่ามีมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้ามารับการรักษาเพราะอาย ซึ่งหากมีการโค้ง งอหรือเอียง 20-30องศา มักจะใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย ในรายที่มีความผิดปกติ 45องศา ขึ้นไปมักจะมาพบแพทย์ ซึ่งเคยตรวจพบบางหลายมีการโค้งคอ มากที่สุดถึง 100องศา โดยพบความผิดปกติทุกกรณี 1ต่อ100คน ทั้งนี้ส่วนใหญ่สาเหตุที่ทำให้อวัยวะเพศโค้งงอนั้น มาจากการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากมีเพศสัมพันธ์ หรือการช่วยตัวเองอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดการฉีกขาดตรงบริเวณปอกของเนื้อเยื่อที่ทำให้อวัยวะเพศขยายตัว แต่ไม่ถึงกับหัก มีเพียงรอยแผล และเกิดเป็นแผลเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด นอกจากนั้นมีจำนวนเล็กน้อยที่เกิดจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยาลดความดัน ซึ่งผู้มาปรึกษาแพทย์ด้วยปัญหาดังกล่าว มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และเคยมีเพศสัมพันธ์แล้วและมักจะเกิดความกังวลในช่วงที่กำลังตัดสินใจจะแต่งงาน ส่วนการรักษานั้น ในรายที่ไม่รุนแรงสามารถกลับมาเป็นปกติได้เอง 70-80% ใช้ยาในการรักษาก็หาย แต่ในรายที่รุนแรงก็จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดแก้ไขรูปทรง”นพ.ธิติ กล่าวนพ.ธิติ กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวโน้มการผ่าตัดแปลงเพศของหญิงเป็นชาย ขณะนี้ลดน้อยลง โดยจะผ่าตัดเต้านมทิ้งอย่างเดียว ส่วนรายที่ต้องการแปลงเพศ ก็จะหันไปใช้วิธีการผ่าตัดเทคนิคเดิม คือ การดึงคลิตอริส และนำเนื้อบริเวณหน้าขามาแปะให้คล้ายองคชาต ซึ่งทำให้มีความรู้สึกทางเพศ ต่างจากวิธีใหม่ ที่เน้นการทำให้มีขนาดใหญ่เหมือนผู้ชายจริงๆ แต่จะไม่มีความรู้สึกทางเพศ

แก้นิสัยขี้หึง..ตัวบ่อนทำลายความรัก


ไม่รู้เป็นยังไง แค่เห็นหนุ่มหวานใจทักทายผู้หญิงอื่นก็หงุดหงิด อยากพุ่งเข้าไปฉีกอกนังนั่นให้หายแค้น แบบนี้เขาเรียกว่า อาการขี้หึงจนเลือดขึ้นหน้า ถ้าไม่รีบระงับอาการสติแตกเช่นนี้ เขาอาจเบื่อหน่ายจนหันไปสนใจสาวอื่นจริงๆ...ไม่รู้ด้วยนะวิธีขจัดอาการขี้หึงด้วยตัวเอง1.ค้นหาสาเหตุ พยายามค้นหาสาเหตุให้ได้ว่า อาการขี้หึงจนหน้ามืดหูอื้อนี้มาจากไหน ซึ่งตามปกติมักมาจากปมเหล่านี้ เช่น ความรู้สึกไม่มั่นคง มีวัยเด็กที่ไม่ค่อยดีนัก มีปมปัญหาชีวิตในอดีต หรือตัวเราเองเป็นคนที่ชอบนอกใจจนนึกว่าคนอื่นก็คงไม่ซื่อสัตย์เช่นกัน ทำให้เกิดอาการหวาดระแวงซึ่งเป็นบ่อเกิดของความหึงหวง ถ้ายังมองตัวเองไม่ออก ขอให้ทำใจเย็นค่อยๆคิดพิจารณา โดยอาจใช้ปัญหาของเพื่อนที่ถูกแฟนนอกใจมาวิเคราะห์เป็นตัวอย่าง ถ้ายังมองไม่ออกอีก คงต้องพึ่งมืออาชีพอย่างนักจิตวิทยาแล้วละ2.นับถือตัวเอง ยิ่งเรานับถือตัวเองและเชื่อมั่นในตัวเองมากเท่าไร การที่เราจะเอาสมองไปคิดว่าแฟนเราจะนอกใจแอบไปเจ๊าะแจ๊ะสาวอื่น ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น จงเชื่อในตัวเอง อย่ามัวแต่คิดว่า ฉันสวยไม่พอ ฉันเก่งไม่พอ แฟนฉันต้องแอบไปเจ๊าะแจ๊ะสาวอื่นแก้ขัด เขามาเป็นแฟนเรา นั่นแสดงว่า เขาย่อมต้องรักเราในแบบที่เราเป็นมาตั้งแต่แรกแล้ว อย่ามัวแต่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับเขา ความจริงน่าจะมองในทางกลับกันบ้างว่า เขานั่นแหละที่ดีพอสำหรับเราหรือเปล่า3.เปลี่ยนพฤติกรรม เทคนิคนี้เป็นของนักจิตวิทยาจากเมืองนอกเมืองนา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาการหึงหวงโดยเฉพาะ วิธีนี้อาจฟังดูยาก ใช้เวลามากและประดักประเดิดชอบกล แต่รับรองว่าได้ผลชะงัด เพราะเคยมีคนลองแล้วสามารถแก้ไขลดอาการหึงหวงให้น้อยลงได้อย่างไม่น่าเชื่อหลักง่ายๆคือต้องใช้เทคนิคนี้ทุกครั้งที่มีอารมณ์หึงหวง ต้องซื่อสัตย์เคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น อาจต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับว่าความหึงหวงนั้นรุนแรงแค่ไหน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เราต้องเหน็บปากกากระดาษติดตัวไม่ว่าจะไปที่ไหน และอาจต้องคอยหลบเข้าห้องน้ำนับสิบครั้งระหว่างอยู่ในงานปาร์ตี้ แต่ถ้าต้องการลดความหึงหวงไม่ให้มาคอยรบกวนจิตใจจริงๆ ทำแค่นี้คงไม่หนักหนาอะไรหรอก จริงไหมคะหากเราและเขายังรักกันดีอยู่ ก็ควรบอกเขาไปว่าเรากำลังอยู่ในขั้นตอนบำบัดอาการอันไม่พึงประสงค์นี้ ถ้าเขารักเราจริง เขาย่อมต้องการให้ปัญหานี้ลุล่วงมากพอๆกับเรา ดีไม่ดีอาจมากกว่าเราด้วยซ้ำ เขาจะคอยให้กำลังใจและเป็นห่วงเป็นใยเมื่อเห็นเราหายตัวไปในระหว่างดำเนินการบำบัด ซึ่งเรื่องนี้เราอาจต้องบอกเพื่อนที่ซี้กันจริงๆด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น เรากำลังทำอะไรอยู่ เดี๋ยวเพื่อนจะตกใจว่าเราหายไปไหนระหว่างที่ออกไปเที่ยวด้วยกัน แต่ควรจะบอกเพื่อนแค่คนเดียวเท่านั้น เลือกที่สนิทกันจริงๆ เพราะถ้าบอกหลายคนเพื่อนอาจเอาไปแซวกระเซ้าเย้าแหย่เห็นเป็นเรื่องตลก จนเราอับอายและหมดกำลังใจที่จะบำบัดตัวเองต่อไปเขียนทุกอย่างในความรู้สึก ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์หึงหวงคุกรุ่น เขียนลงกระดาษทันที และใส่คะแนนด้วยว่า ความหึงหวงนั้นเข้มข้นแค่ไหน คะแนนเต็มไม่เกินสิบก็พอ เช่น แฟนฉันกำลังคุยเจ๊าะแจ๊ะกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหลังร้าน 9ถัดจากประโยคแรก เขียนเหตุผลที่ทำให้เราหึงลงไปให้หมด แจกแจงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เขาคุยกับหล่อนนานเกินไป...นานเกินความจำเป็นเสียแล้วเขายิ้มให้หล่อนเขามองหล่อนด้วยสายตา “แบบนั้น”หล่อนสวยเร้าใจ และเป็นแบบที่เขาชอบเสียด้วยทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับหล่อนทำหน้ากระอักกระอ่วนใจอย่างไรก็ไม่รู้ ทำเหมือนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ท่าทางสงสารเห็นใจเราเต็มที่ดูแล้วอาจเหมือนเราเป็นคนปัญญาอ่อน ให้มานั่งเขียนอะไรก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องเขียน เขียนเสร็จแล้วให้รอเฉยๆสักสองนาทีหรือนานกว่านั้นเพื่อดูว่าตัวเราเองหงุดหงิดงุ่นง่านมากน้อยแค่ไหน นี่จะเป็นตัวชี้ให้เห็นดีกรีความขี้หึงของเราแจกแจงคำอธิบายถึงเหตุผลแต่ละข้อ เมื่อเขียนเหตุผลของความหึงหวงเสร็จแล้ว ควรนั่งสงบจิตใจให้อารมณ์เย็นลงสักสองสามนาที หายใจเข้าลึกๆ เตือนตัวเองว่าครั้งล่าสุดที่แสดงอาการหึงหวงนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นลองบังคับตัวเองให้หาคำอธิบายในเหตุผลแต่ละข้อ และต้องเป็นคำอธิบายในด้านดีด้วย ถึงแม้ว่าในใจจะร่ำร้องว่า ไม่จริ๊งไม่จริง ฉันไม่เชื่อก็เถอะเขาคุยกับหล่อนนานเกินไป – เราคิดไปเองมากกว่ามั้ง ความจริงแค่ทักทายไม่กี่นาทีเท่านั้นเขายิ้มให้หล่อน – แฟนเราเป็นคนสุภาพและเป็นมิตร ถ้าเป็นเราก็คงยิ้มให้คนอื่นในสถานการณ์แบบนี้เหมือนกันแหละเขามองหล่อนด้วยสายตา “แบบนั้น” – เขาแสดงออกถึงความเป็นมิตรแท้ๆ นี่เราแปลความหมายเป็น “สายตาแบบนั้น” ได้ยังไงเนี่ย อย่าหยุดเขียนจนกว่าจะแจกแจงคำอธิบายในแง่ดีได้ครบทุกข้อย้อนทบทวน เขียนเสร็จแล้ว ลองมานั่งอ่านทบทวนสิ่งที่เขียน เน้นตรงคำอธิบายในแง่ดีทั้งหลายแหล่ที่เราได้พยายามเค้นความรู้สึกเขียนออกมา ในระหว่างที่เราทบทวนอยู่นี้ ความโกรธความหึงหวงทั้งหลายทั้งปวงจะค่อยๆบรรเทาเบาบางลง แทนที่จะไปอาละวาดเอากับแฟนเหมือนที่เคยทำ ก็กลายเป็นว่าเราสามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่โกรธจนหูอื้อหน้ามืดแล้วไปวีนแตกเหมือนเมื่อก่อนกลับไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ ถ้าเราต้องทำเป็นไม่สนใจแฟนที่กำลังคุยกับสาวอื่น หรือต้องทำเมินมองไปทางอื่น อารมณ์จึงจะสงบลงได้ก็ควรทำซะ ถ้าแฟนกลับมาแล้วถามว่าเราหายไปไหนมาตั้งนาน ก็ให้ตอบเขาไปตรงๆว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ แอบไปนั่งเขียนที่ไหน ถ้าเขาจับมือเราบีบเพื่อให้กำลังใจก็ปล่อยให้เขาทำไปเถอะ แม้ว่าในใจอยากลุกขึ้นไปตบนังนั่นให้สาแก่ใจ ก็ต้องวางเฉยเสีย พยายามฝืนยิ้มออกมาให้ได้ เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราไม่ได้คิดอะไร แล้วรีบหาเรื่องอื่นคุยทันทีในกรณีที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ขนาดหลบไปเขียนลงกระดาษแล้วยังไม่หายหงุดหงิด ก็ขอให้ไปทำซ้ำ ถ้ายังไม่เวิร์คควรกลับบ้านไปเลย ก่อนที่จะวีนแตกออกมาให้เสียกิริยา จะกลับบ้านเองหรือกลับกับแฟนก็แล้วแต่ แล้วไปนั่งเขียนที่บ้านใหม่ ถ้าเราเป็นคนที่ขี้หึงสุดๆ การบำบัดด้วยวิธีนี้จะได้ผลช้ามาก แค่ 2-3 อาทิตย์แทบไม่เห็นผล ต้องใช้เวลาเป็นเดือนขึ้นไปถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน บางรายต้องใช้เวลาสามเดือนเต็มๆอาการขี้หึงจึงหายสนิทเคล็ดลับของการบำบัดด้วยตัวเองแบบนี้ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ถ้ายังไม่เวิร์คก็ต้องทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ รู้สึกอย่างไร คิดอะไร มีเหตุผลอะไรเขียนลงไป แม้ต้องใช้เวลานานก็ต้องทำต่อไปอย่าท้ออย่าหยุด อย่ายอมพ่ายแพ้ต่อความหึงหวง ถ้าอยากให้ความรักครั้งนี้อยู่กับเราให้นานๆ ก็ควรทำตัวให้เขาอยากอยู่ใกล้ๆ ถ้าเราเป็นสาวน่ารักอารมณ์ดี ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ไม่หน้างอเป็นตะบักตะบวย เอาแต่หวาดระแวงตามจิกเขาตลอดเวลา รับรองว่าเขาจะไม่เหลียวแลผู้หญิงอื่นแน่นอน
ticha

ช่วยด้วย!!! ฉันเครียดจนตัองไปหาหมอโรคจิต...


“เครียด” ใครๆ ก็เป็นได้ทั้งนั้น คงไม่มีใครที่จะมีความสุข ร่าเริงได้ตลอดเวลา ยิ่งปัญหาการบ้าน การเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคงปลอดภัย รุมเร้าน่าปวดหัวขนาดนี้ บางคนเจอเรื่องเครียดๆ มามากถึงขนาดจิตตกเป็นโรคเครียด ต้องวิ่งไปหาจิตแพทย์ช่วยกันเลยทีเดียวสำหรับสังคมไทยการตกที่นั่งผู้ป่วยที่ต้องไปพบจิตแพทย์เป็นประจำคงไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าใดนัก ต้องปิดๆ บังๆ ไม่ให้ใครรู้ มิเช่นนั้นอาจจะถูกโยนตำแหน่งอันไม่ทรงเกียรติและถูกแบน ในฐานะ “คนโรคจิตหรือเป็นบ้า” ได้ แต่คุณรู้มั้ยว่าตามประเทศที่เค้าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่เจริญแล้ว การไปพบหรือปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยานับเป็นเรื่องปกติและควรทำมากๆ ยิ่งในประเทศของเราคนที่มักจะต้องไปหาจิตแพทย์บ่อยๆ บางทีก็เป็นคนเก่ง มีฐานะ หน้าที่การงานทางสังคมทั้งนั้น คราวนี้เรามาดูกันสิว่าคุณเครียดระดับที่ควรจะไปหาจิตแพทย์แล้วหรือยัง?
เครียดแค่ไหนถึงเกินลิมิตต้องให้หมอช่วยลองสังเกตดูนะ
ถ้าคุณเริ่มมีอาการหัวใจเต้นเร็ว หายใจได้ช่วงสั้นๆ ถี่ๆ มักปวดหัว เหงื่อออกมากตามมือและเท้า ท้องอืดอาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับหรือไม่ก็อ่อนล้าต้องการนอนมากเกินไป คลื่นไส้ ปวดตึงกล้ามเนื้อ หลงๆ ลืมๆ ขาดสมาธิ สับสนและลังเลในการตัดสินใจ ซ้ำยังหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน บางครั้งถึงขั้นวิตกจริต กังวลโน้นนี่ ซึมเศร้า ไม่ร่าเริง มองชีวิตในแง่ลบไปหมด แถมยังรู้สึกตัวเองอ่อนไหวและชิงชังง่ายๆ อย่างนี้ล่ะก็คุณรีบไปหาหมอด้านจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้เลย
ยิ่งถ้าคุณเฉยชา เมินต่อสิ่งรอบข้าง แทบจะใช้ชีวิตปกติไม่ได้เลยล่ะก็ หาหมอด่วนการที่เราๆ ท่านๆ จะท้อแท้หมดหวังกับชีวิตบางเป็นบางครั้งมันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าคุณนึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตเป็นเวลานานๆ สัก 2 อาทิตย์ขึ้นไป แบบใครเฮใครฮา ตลกใส่แต่คุณไม่ขำด้วยเนี่ยนี่น่าคิดนะคะคุณ ว่าคุณเกิดภาวะผิดปกติทางอารมณ์รึเปล่า คิดดูสิจ๊ะว่าถ้าคุณวันๆ นั่งๆ แต่คิดชีวิตนี้ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว อยากจะตายเสียซะให้ได้ แถมยังเอาเวลาว่างมานั่งขบคิดวิธีการตายเล่นซะอีก น้ำหนักก็ลดเอาๆ หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แบบพลังชีวิตหดหายเนี่ย ถ้าคุณปล่อยแบบนี้ต่อไปคุณต้องเกิดปัญหาแน่ๆ ทั้งกับสภาวะจิตใจของคุณเองและกับความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง6 เดือนแล้วฉันยังวิตกกังวลทุกเรื่องโดยหาสาเหตุไม่ได้ถ้าคุณเป็นแบบนี้รับรองได้ว่าจิตเสื่อมแน่ๆ การที่คนเรามีความวิตกกังวลมากเกินไปต้องเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตแน่นอน เช่นกลัวออกจากบ้านแล้วแผ่นดินจะไหว ฟ้าจะถล่ม กลัวจะเป็นโรคโน้นโรคนี้ กลัวแฟนจะมีชู้ คนที่บ้านจะไม่รัก โดยที่ไม่มีสาเหตุแรงจูงใจอะไรเลย พาลไปถึงทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับเพราะคิดมาก จนเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย อ่อนล้า ภายใน 6 เดือนถ้าคุณยังไม่หายอาการเหล่านี้ คุณคงเข้าข่ายพบแพทย์แล้วล่ะ
รู้จัก “ไบโพลาร์ดิสออร์เดอร์”
คุณๆ รู้มั้ยว่าการที่เครียดหนักถึงขั้นมีอาการซึมเศร้าสลับคลุ้มคลั่ง เป็นอาการของ “ไบโพลาร์ดิสออร์เดอร์” คือมีอาการของโรคซึมเศร้าสลับกับอาการมีความมั่นใจในตัวเองสูงถึงขั้นหลงตัวเอง ประมาณว่าฉันเก่งที่สุดอ่ะ ต้องเชิดๆ หยิ่งๆ แถมนกแก้วเข้าสิง พูดได้ทั้งวันไม่รู้จักเหนื่อย อยากนอนหลับขั้นโอเว่อร์ หงุดหงิดวีนแตกแม้กระทั่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง แถมไฮเปอร์ ใจร้อนสุดๆ แบบอยากจะขึ้นแท่นท็อปทุกเรื่องตั้งแต่การงานจนถึงเรื่องบนเตียง ซ้ำร้ายยังบ้าบิ่นทำเรื่องเสี่ยงแบบไม่น่าเชื่อได้อีกด้วย ใครที่เป็นแบบนี้มักไม่รู้ตัวหรอกจนกว่าคนรอบข้างจะมาบอก เพราะฉะนั้นก็รับฟังคำตักเตือนคนอื่นเสียบ้างล่ะปัจจุบันนี้คนที่ควรมาพบหรือได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยามี 2 ประเภท คือคนที่มีอาการทางจิตขั้นรุนแรง กับอีกกลุ่มเป็นพวกที่มีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า การย้ำคิดย้ำทำ หรือภาวะทางจิตอ่อนๆ ซึ่งล้วนแต่เกิดจากสาเหตุของความเครียด โดยมักจะแสดงอาการออกมาให้สังเกตทางกายและสภาพจิตใจ นำมาซึ่งปัญหาต่อการดำเนินชีวิต การปรับตัวกับคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนร่วมงานและครอบครัว ทางออกที่ดีที่สุดคือการได้พูดคุยกับแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อหาแนวทางจัดการชีวิต จะทำให้คนที่มีอาการเหล่านี้รู้สึกดีขึ้น รู้อย่างนี้จะช้าอยู่ไย หากมีปัญหาเข้าข่ายอาการที่เล่ามาก็พบหมอดีกว่า เพราะนั่นคือการดูแลสุขภาพอีกด้านหนึ่งด้วยนะจ๊ะสายด่วนถึงคุณหมอ คลินิกคู่ใจ กรุงเทพมหานคร โทร. 1556สายด่วนสุขภาพจิต โทร.1667
หน่วยบริการตอบปัญหาสุขภาพจิต โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โทร. 0-2437-7061สายด่วน โรงพยาบาลศรีธัญญา โทร. 0-2526-3342ศูนย์ฮอตไลน์ โทร. 0-2277-7699 ศุนย์สุขจิตวิทยา โทร. 0-2245-7798โรงพยาบาลนิติจิตเวช โทร. 0-2441-9029

น้ำมันทอดซ้ำ คนกินป่วยเรื้อรัง คนปรุงอุดมไอน้ำมัน มะเร็งปอดเล่นงาน

ชี้ น้ำมันทอดซ้ำสุดอันตราย คนกินก่อโรคเรื้อรังสารพัด ทั้งหัวใจ มะเร็ง ขณะที่ผู้ขายสูดดมไอน้ำมันส่งผลมะเร็งปอดถามหา พร้อมเผยคนไทยใช้น้ำมันพืชปีละ 8 แสนตัน แนะน้ำมันทอดซ้ำกลับมาทำไบโอดีเซลได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลิตรต่อปี ด้านกรมวิทย์ จับมือ สสส.อปท.แจกชุดตรวจน้ำมันทอดซ้ำให้รู้กำหนดเวลาเปลี่ยนน้ำมัน 5 แสนชุด สุดเจ๋งไทยคิดเอง ราคาถูกชุดละ 20 บาท ตรวจง่ายใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที รณรงค์ใหญ่โครงการ “ทำดีเพื่อแม่ 12 สิงหา”
วันที่ 21 ก.ค.ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการแถลง “หยุดมหันตภัยน้ำมันทอดซ้ำ ถวายแม่ของแผ่นดิน ในโครงการ ทำดีเพื่อแม่ 12 สิงหา” โดย ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ อุบลราชธานี กล่าวว่า การบริโภคอาหารจากน้ำมันทอดซ้ำไม่เพียงแต่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ความดันโลหิต หลอดเลือดหัวใจเฉพาะผู้ทานเท่านั้น ผู้ขายก็มีอันตรายที่ต้องสูดดมไอน้ำมันทอดซ้ำก็มีอันตรายด้วยเช่นกัน โดยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด ซึ่งจากการตรวจสุขภาพแม่บ้านซึ่งปรุงอาหาร พบว่า เป็นมะเร็งปอดสูงมาก และมีการสืบสาเหตุ พบว่า มีการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันมาก โดยไม่มีประวัติว่ามีการสูบบุหรี่แต่อย่างใด ไต้หวันจึงได้ออกกฎหมายไม่ให้ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เพื่อป้องกันสุขภาพของผู้ปรุงอาหารจากอันตรายของไอของน้ำมันทอดซ้ำ จำนวนผู้ป่วยจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ภก.วรวิทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ โรคมะเร็งทางเดินอาหาร มีอัตราการเกิดมากขึ้นเป็นอันดับ 3 ทั้งในชายและหญิง ซึ่งสารโพลาร์ คือ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็ง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงกำหนดให้น้ำมันทอดซ้ำ ต้องมีค่าสารโพลาร์ ไม่เกิน 25% ผู้ประกอบการอาหารที่ฝ่าฝืน จะมีโทษโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท “ทั้งนี้ หากจัดระบบการนำน้ำมันทอดซ้ำกลับมาผลิตไบโอดีเซลคาดว่า แต่ละปีมีน้ำมันทอดซ้ำประมาณ 8 แสนตัน ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลิตรต่อปี ที่สามารถนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ ทั้งที่ปริมาณการใช้งานมีมากถึง 10% ของน้ำมันดีเซล”ภก.วรวิทย์ กล่าว
ภก.วรวิทย์ กล่าวอีกว่า กรมวิทย์ได้พัฒนาชุดทดสอบน้ำมันทอดซ้ำ เพื่อให้ประชาชนทราบว่าจะเปลี่ยนน้ำมันทุกๆ กี่วัน อีกทั้งเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนในราคาเพียง 20 บาท มีความแม่นยำถึง 99.2% จากที่เครื่องมือในต่างประเทศราคา 3 หมื่นบาท และต้องทดสอบขณะที่น้ำมันกำลังทอด ซึ่งไม่สะดวก แต่ชุดทดสอบนี้เพียงนำน้ำมันมาหยดเท่านั้น ซึ่งสามารถทดสอบได้ง่าย ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที นักเรียน หรืออาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) สามารถทำได้ ซึ่งเมื่อทดสอบหากเป็นน้ำมันทอดซ้ำจะมีสีชมพูซีด
“นอกจากนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวันแม่แห่งชาตินี้ กรมฯร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)จึงได้จัดเตรียมชุดตรวจฯแจกจ่ายไปยังทั่วประเทศกว่า 5 แสนชุด ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,583แห่ง จากการประมาณการว่ามีร้านค้าที่มีการทอดโดยใช้น้ำมันมากจำนวน 7 แสนถึง 1 ล้านแห่งทั่วประเทศ” ภก.วรวิทย์ กล่าว
ด้าน รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า อาหารในกลุ่มโปรตีนจะเปลี่ยนแปลงโมเลกุลได้มากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นเมื่อถูกทอดด้วยน้ำมัน น้ำมันจะเกิดสารโพลาร์ได้ง่ายกว่า ซึ่งอาหารอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดสารโพลาร์ได้ง่าย หากใช้น้ำมันที่ทอดติดต่อกันนานเกินควรได้แก่ ไก่ทอด หมูทอด ปลาทอด กล้วยแขก ปลาท่องโก๋ หากร่างกายได้รับติดต่อกันนานๆ จะสะสมทำให้เกิดโรคในที่สุด เทียบเท่าความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า
“ในต่างประเทศ พบว่า ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงสัมพันธ์กับการทานอาหารทอดที่มาจากน้ำมันทอดซ้ำด้วย แม้ว่าในไทยยังไม่มีการวิจัยว่าไอน้ำมันทอดซ้ำส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร แต่คาดว่าจะมีลักษณะสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่พบว่า ไอของน้ำมันที่ทอดซ้ำมีผลต่อการเป็นมะเร็งปอดด้วย นอกจากในตลาดแล้วห้องครัวที่ไม่มีระบบการระบายอากาศที่ดี เช่น ห้องครัวในคอนโดมิเนียม แฟลต ฯลฯ ก็อาจเกิดมลพิษในบ้าน และผู้ประกอบอากาศอาจเสี่ยงต่อไอน้ำมันที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง” รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์กล่าว
รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผจก.แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ กล่าวว่า การเก็บตัวอย่างสารโพลาร์ในน้ำมันทอดอาหารในเขต กทม.จำนวน 315 รายการ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดือน ต.ค.2550 - พ.ค.2551 พบ อาหารตกมาตรฐาน 47 รายการ หรือ 14.92%
กลุ่มอาหารที่มีสารโพลาร์ในน้ำมันตกมาตรฐาน 5 อันดับแรก
1.ลูกชิ้น 26.66%
2.ไก่ทอด 18.60%
3.ปลาทอด 17.54%
4.นัทเก็ต 12.5%
5.หมูทอด 6.67%
ซึ่งจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง น้ำมันทอดซ้ำที่เสื่อมคุณภาพ จะมีลักษณะหนืดข้นผิดปกติ
มีสีดำ เกิดฟองมาก มีกลิ่นเหม็นไหม้ เกิดควันมากขณะทอด(ขอบคุณ Manager Online)
:Thicha Phongpaiboon

2551-07-18

The Triangle of Life สามเหลี่ยมชีวิต' วิธีรอดตายจากแผ่นดิน ไหว




FROM DOUG COPP'S ARTICLE ON THE 'TRIANGLE OF LIFE'
จากบทความของดัก คอบบ์ เรื่อง 'สามเหลี่ยมชีวิต'

Edited for MAA Safety Committee brief
เรียบเรียงสำหรับการสรุปให้คณะกรรมการด้านความปลอดภัย MAA

My name is Doug Copp.. I am the Rescue Chief and Disaster Manager of the American Rescue Team International (ARTI), the world's most experienced rescue team. The information in this article will save lives in an earthquake.

ผมชื่อ ดัก คอบบ์ ผมเป็นหัวหน้าหน่วยกู้ภัยและผู้จัดการด้านพิบัติภัยของทีมกู้ภัยนานาชาติแห่งสหรัฐฯ ซึ่ง เป็นทีมกู้ภัยที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโลก ข้อมูลในบทความนี้จะช่วยชีวิตคนในกรณีแผ่นดินไหว

I have crawled inside 875 collapsed b uildings, worked with rescue teams
from 60 countries, founded rescue teams in several countries, and one of
the United Nations experts in Disaster Mitigation for two years. I have
worked at every major disaster in the world since 1985.

ผมเคยคลานเข้าไปในตึกที่ถล่มมา 875 ตึก เคยทำงานกับหน่วยกู้ภัยจาก 60 ประเทศ ก่อตั้งหน่วยกู้ภัย ในหลายประเทศ และเป็นเหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการอพยพผู้คนกรณีเกิดพิบัติภัยขององค์การ สหประชาชาติมา 2 ปี ผมได้ทำงานกับพิบัติภัยใหญ่ๆ ในโลกมาตั้งแต่ปี 1985

In 1996 we made a film, which proved my survival methodology to be
correct. We collapsed a school and a home with 20 mannequins inside. Ten mannequins did 'duck and cover,' and the other ten mannequins used my 'triangle of life' survival method. After the simulated earthquake, we
crawled through the rubble and entered the building to film and document the results. The film showed that there would have been zero percent survival for those doing duck and cover; and 100 percent survivability for people using my method of the 'triangle of life .'

เมื่อปี 1996 เราได้ทำภาพยนต์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งซึ่งได้พิสูจน์ว่าวิธีการรักษาชีวิตของผมถูกต้อง เราได้ ถล่มโรงเรียนและบ้านที่มีหุ่นมนุษย์ 20 ตัวอยู่ภายใน หุ่น 10 ตัว 'มุดและหาที่กำบัง' และอีกสิบตัวใช้ วิธีการรักษาชีวิตแบบ 'สามเหลี่ยมชีวิต' ของผม หลังจากแผ่นดินไหวทดลอง เราคลานผ่านซากปรักหัก พังและเข้าไปในตึกเพื่อถ่ายภาพและเก็บข้อมูลของผลที่ เกิด ในภาพยนต์แสดงให้เห็นว่าอัตราการอยู่ รอด ของพวกที่มุดและหาที่กำบังคือศูนย์ และโอกาสรอด 100% สำหรับพวกที่ใช้วิธี 'สามเหลี่ยมชีวิต' ของ ผ ม

This film has been seen by millions of viewers on television in Turkey and

the rest of Europe, and it was seen in the USA, Canada and Latin America on the TV p rogram.

ภาพยนต์ชุดนี้ได้ผ่านสายตาของผู้ชมโทรทัศน์เป็น ล้านๆ คนในตุรกี และส่วนที่เหลือของยุโรป เคยออก อากาศทางโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา คานาดา และลาตินอเมริกา


The first building I ever crawled inside of was a school in Mexico City
during the 1985 earthquake.. Every child was under its desk. Every child
was crushed to the thickness of their bones. They could have survived by
lying down next to their desks in the aisles.

ตึกแห่งแรกที่ผมได้คลานเข้าไปคือโรงเรียนแห่ง หนึ่งในเมืองเม็กซิโกซิตี้ในแผ่นดินไหวปี 1985 เด็กทุก
คนอยู่ใต้โต๊ะเรียน เด็กทุกคนถูกอัดแบนจนกระดูกแหลก พวกเขาอาจจะมีชีวิตรอดด้วยการนอนราบกับพื้น

ตรงบริเวณทางเดินข้างๆ โต๊ะเรียนของตัวเอง

At that time, the children were told to hide under something. Simply
stated, when buildings collapse, the weight of the ceilings falling upon
the objects or furniture inside crushes these objects, leaving a space or
void next to them. This space is what I call the 'triangle of life'. The
larger the object, the stronger, the less it will compact. The less the
object compacts, the larger the void, the greater the probability that the

person who is using this void for safety will not be injured.

ในเวลานั้น เด็กๆ ได้รับคำแนะนำให้หลบใต้อะไรบางอย่าง อธิบายอย่างง่ายๆ เมื่อตึกถล่ม น้ำหนัก
ของเพดานที่ตกลงมาบนสิ่งของหรือเครื่องเรือนที่อยู่ภายในจะทับทำลายสิ่งของเหล่านั้น เหลือที่ว่างหรือ

ช่องว่างข้างๆ มัน ที่ว่างเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า 'สามเหลี่ยมชีวิต' สิ่งของชิ้นยิ่งใหญ่ ยิ่งแข็งแรง
โอกาสถูกทับอัดยิ่งน้อย โอกาสที่สิ่งของถูกทับอัดยิ่งน้อย ช่องว่างก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น
โอกาสที่คนที่อาศัยช่องว่างเหล่านั้นหลบภัยจะไม่เป็นอันตรายก็ยิ่งมาก

The next time you watch collapsed buildings, on television, count the
'triangles' you see formed. They are everywhere. It is the most common
shape.

ครั้งต่อไปที่คุณดูอาคารที่ถล่มในโทรทัศน์ ลองนับ 'สามเหลี่ยม' ที่เกิดขึ้นที่คุณเห็นดู มันทีอยู่เต็มไปหมด
ทุกที่ เป็นรูปทรงที่เห็นได้มากที่สุดอยู่ทั่วไป




TEN TIPS FOR EARTHQUAKE SAFETY
สิบวิธีเพื่อความปลอดภัยยามแผ่นดินไหว

1) Almost everyone who simply 'ducks and covers' when buildings collapse
are crushed to death. People who get under objects, like desks or cars,
are crushed.

1) เกือบทุกคนที่ 'มุดและหาที่กำบัง' เมื่ออาคารถล่มถูกทับอัดจนตาย คนที่เข้าไปอยู่ใต้สิ่งของ อาทิ
โต๊ะหรือรถยนต์ถูกอัดทับ

2) Cats, dogs and babies often naturally curl up in the fetal position.
You should too in an earthquake. It is a natural safety/survival instinct.

You can survive in a smaller void. Get next to an object, next to a sofa,
next to a large bulky object that will compress slightly but leave a void
next to it.

2) แมว หมา และเด็กทารก โดยธรรมชาติมักจะขดตัวในท่าเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา คุณควรทำเช่น
กันในกรณีแผ่นดินไหว มันเป็นสัญชาติญาณเพื่อความปลอดภัย/รักษาชีวิต คุณสามารถมี ชีวิตรอดในช่อง
ว่างที่เล็กกว่า ไปอยู่ข้างๆ สิ่งของ ข้างเก้าอี้โซฟา ข้างของหนักๆ ชิ้นใหญ่ๆ ที่จะบี้แบนไปบ้างแต่ยัง
เหลือที่ว่างข้างๆ มันไว้

3) Wooden buildings are the safest type of construction to be in during an
earthquake. Wood is flexible and moves with the force of the earthquake.
If the wooden building does collapse, large survival voids are created.
Also, the wooden building has less concentrated, crushing weight. Brick
buildings will break into individual bricks. Bricks will cause many
injuries but less squashed bodies than concrete slabs.

3) อาคารไม้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ปลอดภัยที่สุดที่จะอยู่ภายในขณะแผ่นดินไหว ไม้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อน
ตัวตามแรงของแผ่นดินไหว ถ้าอาคารไม้จะถล่มจะเกิดช่องว่างขนาดใหญ่เพื่อช่วยชีวิต และอาคารไม้
ยังมีน้ำหนักทับทำลายที่เป็นอันตรายน้อยกว่า อาคารอิฐจะแตกพังเป็นก้อนอิฐมากมาย ก้อนอิฐเหล่านี้
เป็นสาเหตุของการบาดเจ็บ แต่จะทับอัดร่างกายน้อยกว่าแผ่นคอนกรีต

4) If you are in bed during the night and an earthquake occurs, simply
roll
off the bed. A safe void will exist around the bed. Hotels can achieve a
much greater survival rate in earthquakes, simply by posting a sign on the
back of the door of every room telling occupants to lie down on the
floor, next to the bottom of the bed during an earthquake.

4) หากคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงตอนกลางคืนและเกิดแผ่นดินไหว เพียงกลิ้งลงจากเตียง ช่องว่างที่
ปลอดภัยจะเกิดรอบๆ เตียง โรงแรมจะสามารถเพิ่มอัตราผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวได้ โดยเพียงติด
ป้ายหลังประตูในทุกห้องพักบอกให้ผู้เข้าพักนอนราบกับพื้นข้างๆ ขาเตียงระหว่างแผ่นดินไหว

5) If an earthquake happens and you cannot easily escape by getting out
the door or window, then lie down and curl up in the fetal position next
to a sofa, or large chair.

5) หากมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นและคุณไม่สามารถหนี้ออกมาง่ายๆ ทางประตูหรือหน้าต่าง ก็ให้นอนราบและ
ขดตัวในท่าทารกในครรภ์ข้างๆ เก้ าอี้โซฟาหรือเก้าอี้ตัวใหญ่ๆ

6) Almost everyone who gets under a doorway when buildings collapse is
killed. How ? If you stand under a doorway and the doorjamb falls forward
or backward you will be crushed by the ceiling above. If the doorjamb
falls sideways you will be cut in half by the doorway. In either case, you
will be killed!

6) เกือบทุกคนที่อยู่ตรงช่องประตูตอนตึกถล่มไม่รอด เพราะอะไร? หากคุณยืนอยู่ตรงช่องประตูและวง
กบประตูล้มไปข้างหน้าหรือข้างหลัง คุณจะโดนเพดานด้านบนตกลงมาทับ หากวงกบประตูล้มออกด้านข้าง

คุณจะถูกตัดเป็นสองท่อนโดยช่องประตู ไม่ว่ากรณีไหน คุณไม่รอดทั้งนั้น!

7) Never go to the stairs. The stairs have a different 'moment of
frequency' (they swing separately from the main part of the building).The
stairs and remainder of the building continuously bump into each other
until structural failure of the stairs takes place. The people who get on
stairs before they fail are chopped up by the stair treads - horribly
mutilated. Even if the building doesn't collapse, stay away from the
stairs. The stairs are a likely part of the building to be damaged. Even
if
the earthquake does not collapse the stairs, they may collapse later when
overloaded by fleeing people. They should always be checked for safety,
even when the rest of the building is not damaged.

7) อย่าใช้บันไดเด็ดขาด บันไดมี 'ช่วงการเคลื่อนตัว' ที่แตกต่างไป
(บันไดจะมีการแกว่งแยกจากตัวอาคาร) บันไดและส่วนที่เหลือของตัวอาคารจะชนกระแทกกันอย่างต่อ
เนื่อง
จนเกิดปัญหากับโครงสร้างของบันได
คนที่อยู่บนบันไดก่อนที่บันไดจะถล่มถูกตัดเป็นชิ้นโดยชั้น
บันได--ถูกแยกส่วนอย่างน่าสยดสยอง ถึงอาคารจะไม่ถล่มก็ควรอยู่ห่างบันไดไว้ บันไดเป็นส่วนของ
อาคารที่มีโอกาสถูกทำให้เสียหาย ถึงแม้แผ่นดินไหวจะไม่ได้ทำให้บันไดถล่ม มันอาจถล่มในเวลาต่อมา
เมื่อรับน้ำหนักมากเกินไปจากคนที่กำลังหนี มันควรได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยเสมอ ถึงแม้ส่วนที่
เหลือของอาคารจะไม่ได้รับควา มเสียหายก็ตาม

8) Get near the Outer Walls Of Buildings or Outside Of Them if possible.
It is much better to be near the outside of the building rather than
the interior. The farther inside you are from the outside perimeter of the

building the greater the probability that your escape route will be
blocked.

8) ไปอยู่ใกล้กำแพงด้านนอกของอาคารหรือออกจากอาคารถ้าเป็นไปได้ จะเป็นการดีกว่ามากที่จะอยู่
ใกล้ส่วนนอกของอาคารมากกว่าจะอยู่ที่ส่วนในของอาคาร คุณยิ่งอยู่ลึกเข้าไปหรือไกลจากบริเวณภาย
นอกของอาคารมากเท่าไหร่ โอกาสที่ทางหนี้ของคุณจะถูกปิดกั้นยิ่งมีมาก

9) People inside of their vehicles are crushed when the road above falls
in
an earthquake and crushes their vehicles; which is exactly what happened
with the slabs between the decks of the Nimitz Freeway. The victims of the
San Francisco earthquake all stayed inside of their vehicles. They were
all killed. They could have easily survived by g etting out and sitting or
lying next to their vehicles. Everyone killed would have survived if they
had been able to get out of their cars and sit or
lie next to them. All the crushed cars had voids 3 feet high next to them,
except for the cars that had columns fall directly across them.

9) คนที่อยู่ภายในรถยนต์ถูกทับอัดเมื่อถนนด้านบนตกลงมาเพราะแผ่นดินไหวและทับรถ ของพวกเขา นี้
เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นกับแผ่นคอนกรีตระหว่างชั้นของถนนหลวงนิมิทซ์ ผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดจากแผ่นดินไหวที่
ซานฟรานซิสโกอยู่ในรถของตัวเอง พวกเขาตายทั้งหมด พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดได้ง่ายๆ ด้วยการ
ออกจากรถและนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างๆ รถตัวเอง คนที่ตายทุกคนอาจรอดได้ถ้าพวกเขาสามารถออก
จากรถ
และนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างรถตัวเอง รถที่ถูกทับอัดทุกคันมีช่องว่างสูง 3 ฟุตอยู่ข้างๆ ยกเว้นรถที่ถูกเสา
คานตกทับกลางคันรถ

10) I discovered, while crawling inside of collapsed newspaper offices and

other offices with a lot of paper, that paper does not compact. Large
voids are found surrounding stacks of paper.

10) ผมค้นพบ--ขณะที่คลานเข้าไปในซากสำนักงานหนังสือพิมพ์และสำนักงานอื่นที่มีกระดาษจำนวน
มาก--ว่ากระดาษไม่อัดตัว จะพบช่องว่างขนาดใหญ่รอบๆ กองกระดาษที่เรียงทับซ้อนกัน


Spread the word and save someone's life.
กระจายข้อมูลนี้และช่วยชีวิตคนบางคน

2551-07-16

ผ่าตัดกระเพาะ ลดความอ้วน!!

จากสถิติคนไทยเป็น "โรคอ้วน" เฉลี่ยแล้ว 6% ของจำนวนประชากร ถือเป็นอุบัติการณ์ที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และยังพบว่าเด็กอ้วนเมื่อโตขึ้นก็มีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้มากเช่นกันทางการแพทย์ได้ระบุไว้ว่า "ความอ้วน" ถือเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา ซึ่งในความหมายทางการแพทย์ แล้ว "โรคอ้วน" คือผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 40 กิโลกรัม แต่ใช่ว่าทุกคนที่มีน้ำหนักตัวมากจะเป็นโรคอ้วนคนอ้วนสามารถแบ่งได้หลายระดับ คือ อ้วนปกติ อ้วนน้ำหนักเกิน คนอ้วน คนเป็นโรคอ้วน และซุปเปอร์โรคอ้วน สุดท้ายซุปเปอร์โรคอ้วนแต่มาวันนี้มีวิธีการลดความอ้วนที่น่าอัศจรรย์อย่างคาดไม่ถึง นั่นคือ การลดความอ้วนด้วยการผ่าตัดกระเพาะอาหารในร่างกายเรื่องจริงเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว โดยมี ธนัท รัตนพันธ์ ชายหนุ่มวัย 29 ปี ที่เคยมีน้ำหนักตัวสูงถึง 165 กิโลกรัม ส่วนสูง 174 เซนติเมตร ผ่านการลดความอ้วนมาแล้วสารพัดวิธี จนสุดท้ายมาถึงการผ่าตัดกระเพาะ เล่าถึงความอึดอัดที่ต้องทนทุกข์ทรมานแบกรับน้ำหนักตัวที่เกินกว่าจะรับไหว เพียงเพราะความอยาก และการตามใจปากมากเกินไปธนัทเล่าว่า เพราะเป็นหลานคนเดียวในบ้าน ทุกคนจึงตามใจและเลี้ยงดูอย่างดีมาก อยากกินอะไรก็ได้กิน กินไก่แต่ละครั้งเป็นตัวๆ เนื้อย่างติดมันครั้งละ 5 จาน ทุเรียนก็กินทีละเป็นลูกๆ ชอบกินอาหารพวกไขมัน โปรตีน และขนมหวาน หนึ่งวันของคนอื่นกินอาหาร 3 มื้อ แต่สำหรับเขากินได้วันละถึง 4-5 มื้อ แต่ละมื้อไม่ใช่น้อยๆ"ตอนเด็กๆ ยังไม่อ้วนมาก มาอ้วนเอาตอนเรียนชั้น ป.6 น้ำหนักขึ้นมาอยู่ที่ 100 กิโลกรัมพอดี แต่โชคดีที่ช่วงนั้นเล่นเทนนิสออกกำลังกาย และวิ่งขึ้นดอยสุเทพ ทำให้พอขึ้นชั้นมัธยม 2 น้ำหนักลดลงมาอยู่ที่ 65 กิโลกรัม แต่ก็ยังกินเยอะอยู่เหมือนเดิม พอต่อมาไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไม่ได้เล่นกีฬาสักเท่าไหร่ แต่การกินเท่าเดิม จึงทำให้กลับมาอ้วนอีกครั้ง คราวนี้น้ำหนักขึ้นแล้วไม่ยอมลงง่ายๆ"เสียงบอกเล่าของธนัทยังดังต่อไปว่า มาอ้วนเอาจริงเอาจังตอนช่วงอายุ 17-26 ปี เป็นช่วงที่ใช้ร่างกายหนักมาก จึงทำให้กินมากด้วย ในช่วงเวลา 7 ปี น้ำหนักตัวของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว เสื้อผ้าต้องเปลี่ยนตลอด เพราะร่างกายขยายขึ้นเรื่อยๆ "คือตอนนั้นไปเปิดผับกับเพื่อนๆ ร่วมหุ้นกัน ขณะเดียวกันก็ทำงานประจำด้วย ทำให้วงจรชีวิตมีเวลาพักผ่อนน้อยมาก แต่กลับกินอาหารเยอะมาก มื้อเช้า กลางวัน เย็น แล้วยังกินอีกสองมื้อตอน 2 ทุ่ม กับตอนตี 3 กินวนเวียนอยู่แบบนี้ ก็พยายามจะลดน้ำหนักเหมือนกัน แต่แค่เดินยังลำบากเลย ฝ่าเท้าแตกเพราะต้องรับน้ำหนักตัวมาก เวลาเดินจะเจ็บมาก และปวดหลังอีกด้วย"แค่นั้นยังไม่พอสำหรับเขา ผลของความอ้วนทำให้เขาต้องเป็นโรคที่ภาษาหมอเรียกว่า "สลีป แอ็บเนีย ซินโดรม" (Sleep Apnea Sindrom) คือ เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบหายใจติดขัดขณะนอนหลับ และมีเสียงกรนดังมาก "ต้องสะดุ้งตื่นในตอนกลางคืนวันละ 7 ครั้ง ระยะหลังเลยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โรคนี้ขณะที่นอนทรมานมากเพราะหายใจไม่ทัน เป็นอยู่ 1 ปีเต็ม แม้ตอนขับรถก็หลับ ฝันได้เลย ถึงขั้นต้องจอดรถนอนแบบนี้ก็มีนะ คือ นั่งคุยอยู่ดีๆ ก็หลับไปซะงั้น"เมื่อร่างกายของเขาต้องทรมานขนาดนี้ หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาคับอกคับใจของเขาได้ คือการไปพบแพทย์ "รู้สึกว่ามันไม่ปกติเลยตัดสินใจไปปรึกษาแพทย์เพื่อรักษา แต่ก่อนหน้าจะไปพบแพทย์ ได้ใช้วิธีอื่น พยายามกินยาลดความอ้วน แต่ไม่สำเร็จ เพราะว่าน้ำหนักก็เพิ่มอีกและรู้สึกเครียด มือสั่น ใจสั่น หมอแนะนำว่าให้ผ่าตัดกระบังลม ซึ่งจะช่วยให้หายใจคล่องขึ้น 70% แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจทำ""กระทั่งตกลงใจไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นหมอรักษาโรคอ้วนโดยเฉพาะ หมอแนะนำให้ใช้วิธีการควบคุมอาหารก่อน กลับมาบ้านมาทำตามคำแนะนำหมอ แต่น้ำหนักก็ไม่ยอมลด ในที่สุดหมอเขาส่งตัวไปที่แผนกศัลยกรรม บอกว่าต้องใช้วิธีผ่าตัดกระเพาะ ใช้ยางรัดกระเพาะไว้เพื่อทำให้เรากินได้น้อยลง" ทันทีที่หมออธิบายถึงวิธีการรักษา เขาไม่ลังเลอะไรทั้งสิ้น ตัดสินใจผ่าตัดทันที ยังไม่ทันจะปรึกษาใครด้วยซ้ำ รู้เพียงแต่ว่าจะต้องผอมให้ได้และไม่มีอะไรจะน่ากลัวไปกว่าความอ้วนอีกแล้วจากนั้น ธนัท ก็เข้ารับการผ่าตัดภายใต้การดูแลของหมอจากโรงพยาบาลรามาธิบดีเขาเล่าว่า การผ่าตัดกระเพาะอาหารมีหลายวิธีด้วยกัน แต่วิธีที่เขาเลือกใช้ คือ "เครื่องล็อคกระเพาะ" ทำให้กระเพาะเล็กลง เพื่อกินได้น้อยลง เครื่องมือที่ว่านี้สามารถยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ หากต้องการกินน้อยก็จะมีน้ำยาฉีดเข้าไปทำให้ยางบีบแน่นขึ้นและคลายลงตามแต่คนไข้และแพทย์ตกลงกัน"หลังจากผ่าตัดใส่เครื่องล็อคกระเพาะ เดือนแรกน้ำหนักลดได้ถึง 17 กิโลกรัม อาการของโรคสลีป แอ็บเนีย ซินโดรม ก็หายไป น้ำหนักลดลงมาได้ เหมือนเกิดใหม่ สบายตัวขึ้นมากต้องถือว่าประสบความสำเร็จนับจากวันที่ผ่าตัดมาจนถึงวันนี้สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 61 กิโลกรัม"ในทางทฤษฎีของหมอ การใช้เครื่องล็อคกระเพาะจะได้ผลดีกับคนที่ควบคุมตัวเองได้ และคนที่หิวบ่อยๆ"เดือนแรกกินอะไรไม่ได้ หมอให้กินแต่น้ำซุปเพราะว่ากระเพาะยังไม่เข้าที่ ห้ามกินอาหารแข็งๆ อยากกินหมูก็เคี้ยวให้รู้สึกถึงรสชาติเท่านั้นแล้วให้คายออก ผมแอบกลืนลงคอเหมือนกัน แต่แล้วก็อาเจียนออกมา"ธนัทว่ามาถึงตอนนี้อยู่ที่ตัวเองจะควบคุมเองแล้ว"ถ้าเราออกกำลังกายเราก็จะลดได้อีก ถ้าผมไม่กินพวกนม พวกน้ำหวาน ก็ลดได้ยิ่งกว่านี้อีก เพราะตัวนี้จะควบคุมได้เฉพาะพวกของแข็ง ถ้าเป็นของเหลวจะไหลผ่านลงกระเพาะไปเลย ถ้ากินมากอาหารก็จะล้นกระเพาะ ทำให้บางทีต้องไปอาเจียน" ถามว่ามีความสุขกับการทำแบบนี้ไหม?"มีความสุขมาก เหมือนเกิดใหม่ เพราะเรายังมีความสุขกับการกินได้เหมือนเดิมอยากกินอะไรก็กิน แต่จะกินในปริมาณที่น้อยลงถึง 1 ใน 4 ส่วน ขณะนี้น้ำหนักตัวผมอยู่ที่ 103 กิโลกรัม รอบเอวเหลือ 40 นิ้ว ลดจากเดิม 54 นิ้ว ตั้งใจว่าจะลดลงเรื่อยๆ ให้เหลือน้ำหนัก 70 กิโลกรัม และคงต้องออกกำลังกายช่วยด้วย"การที่มีเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในกระเพาะ ธนัทบอกว่าไม่รู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในท้องเลย ไม่มีอะไรน่ากลัว "ผมว่าการที่เราเป็นโรคอ้วนแบบที่เป็นก่อนหน้านี้มันน่ากลัวกว่ามาก แต่การผ่าตัดกระเพาะค่าใช้จ่ายอาจจะสูงเกือบ 2 แสนบาท อาการหลังผ่าตัดมีเจ็บแผลที่ท้อง แต่ก็เจ็บแค่ 3 วันแรก พอหนึ่งอาทิตย์ผ่านไปก็ไม่เป็นอะไรแล้ว เดินสบายเหมือนเดิม"บางคนบอกไม่กล้าทำเพราะกลัวเป็นแผลเป็นที่ท้อง แต่ผมบอกได้เลยว่ามีแผลเป็นที่ท้องกับการเป็นโรคอ้วน ผมยอมมีแผลเป็นดีกว่ามีไขมันสะสม" กล่าวพร้อมกับหัวเราะด้าน นายแพทย์ธีรพล อังกูลภักดีกุล แพทย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะกรรมการโรคอ้วน โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ทำการรักษาโรคอ้วน อธิบายถึงเรื่องผ่าตัดกระเพาะลดอ้วน ว่า มีการวิจัยพบว่า "โรคอ้วน" เป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เพียงแต่ว่ายังไม่แพร่หลายในคนไทย"ทางหมอเองยังไม่กล้าให้ความรู้ ไม่กล้าไปพูดมากกลัวจะเป็นการชวนเชื่อ ซึ่งตามทางการแพทย์แล้ว การผ่าตัดกระเพาะเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาโรคอ้วน คนอ้วนก็ใช่ว่าจะเป็นโรคอ้วนไปเสียทุกราย บางคนอ้วน แต่ไม่เป็นโรคอ้วนก็มี"คุณหมอธีรพลบอกว่า คนที่เป็นโรคอ้วน ชีวิตขัยจะสั้น เพราะมีโรคแทรกซ้อน ทั้งโรคความดัน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และมีโอกาสเป็นโรคหัวใจสูงกว่าคนปกติ ส่วนโรค "สลีป แอ็บเนีย ซินโดรม" เป็นอาการ "หยุดการหายใจขณะหลับ" เกิดขึ้นจากบริเวณทางเดินหายใจเล็กกว่าปกติ เวลาที่คนไข้หลับลึกหรือหลับสนิทจะมีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ สังเกตได้ง่ายๆ จากการนอนกรน และนอนหลับๆ ตื่นๆ คนไข้ที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่จะเป็นโรคนี้ คุณหมอยังบอกว่า อาการเหล่านี้ทำให้คนที่เป็นโรคอ้วนบางคนมีปัญหาทางด้านจิตเวชด้วย เนื่องจากเข้าสังคมไม่ได้ ความมั่นใจในตัวเองลดลง บางคนซึมเศร้าส่งผลทำให้กินมากขึ้นไปอีกอย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ยังหาสาเหตุการอ้วนที่แท้จริงยังไม่พบ แต่เชื่อว่าประมาณ 1 ใน 3 เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่กรรมพันธุ์ไม่ใช่สาเหตุหลัก "มีผลงานวิจัยว่า อาหาร สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ค่านิยม ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนในระดับที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศอินเดีย มีคนอ้วนมาก เนื่องมาจากชนิดของอาหารที่รับประทาน แต่ปัจจุบันนี้ดีขึ้น" คุณหมอบอกสำหรับประเทศที่มีคนเป็นโรคอ้วนมากที่สุดในโลก คือ ชาวอเมริกัน มีมากกว่าชาวยุโรป เพราะคนอเมริกันเป็นพวกบริโภคนิยม ซึ่งมีตัวเลขผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วนสูงถึง 15-20% และยังพบผู้ป่วยที่เข้าข่ายอ้วนอาจจะเกินหนึ่งใน 3 ของประชากรนอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยพบว่า แนวโน้มเด็กอ้วนที่ตอนเล็กตัวใหญ่มาก พอโตขึ้นมีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้มากกว่าคนที่ไม่อ้วนตั้งแต่เด็ก"การผ่าตัดกระเพาะรักษาโรคอ้วนทางตะวันตกทำกันมานานแล้วประมาณ 50-60 ปี แต่ทางเอเชียไม่ได้ทำกันแพร่หลาย ส่วนการอดอาหารลดอ้วน เปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค หรือการกินยา ไม่ใช่วิธีการรักษาโรคอ้วน แต่อาจจะได้ผลกับคนที่อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน ต้องเข้าใจว่าภาวะการรักษาโรคอ้วนกับภาวะคนที่น้ำหนักเกินมันคนละเรื่อง"คุณหมอย้ำว่า การลดความอ้วนตามศูนย์ลดน้ำหนักอาจจะเหมาะสำหรับคนที่น้ำหนักเกิน แต่ไม่ใช่คนที่เป็นโรคอ้วนและว่า การผ่าตัดกระเพาะเป็นการรักษาคนไข้ ไม่ใช่ผ่าตัดเพื่อความสวยความงาม การผ่าตัดกระเพาะไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ แพทย์ที่จะทำการผ่าตัดต้องมีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์พอสมควร เนื่องจากเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องที่ลึกก่อนการผ่าตัดหมอต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ที่มาให้หมอผ่าตัดเป็นโรคอ้วนหรือไม่ บางคนอาจจะเป็นแค่ภาวะน้ำหนักเกิน ก็อาจให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการ ให้ควบคุมอาหาร หรือแม้แต่คนที่เป็นโรคอ้วนก็ต้องลองวิธีอื่นก่อน ถ้าไม่ได้ผลจึงจะทำการผ่าตัดต้องเข้าใจว่าไม่ได้ผ่าตัดในคนอ้วน แต่จะผ่าตัดในคนที่เป็นโรคอ้วน ปัจจุบันการผ่าตัดมีการพัฒนาขึ้น คนไข้ไม่ต้องถูกผ่าท้อง เพียงแต่ว่าใช้การเจาะท้อง 4-6 รูเพื่อเอาเครื่องมือสอดเข้าไปทำการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งวิธีนี้คนไข้จะฟื้นตัวเร็ว ได้ผลกว่าการผ่าตัดแบบเปิด"เรื่องของอันตรายมีแน่นอน เหมือนการผ่าตัดทั่วไป แต่เรายังไม่พบคนไข้ที่มีภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด เรามีเรื่องของการติดเชื้อที่แผลบ้าง 2 ราย จากทั้งหมดที่ผ่าตัด 50 ราย ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร แต่ก็ทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว"คุณหมอธีรพลบอกปิดท้ายว่า เท่าที่ทำการผ่าตัดมามีผู้ป่วยที่สามารถลดน้ำหนักได้สูงสุดประมาณ 70 กิโลกรัม จากน้ำหนัก 180 กิโลกรัม ใช้เวลาประมาณ 1 ปี เฉลี่ยแล้วผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดไปแล้วสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 40-50 กิโลกรัม "ตอนนี้ที่โรงพยาบาลรามาฯ ยังมีคนไข้ที่รอผ่าตัดอยู่อีกประมาณ 10 กว่าคน การผ่าตัดกระเพาะจะมีค่าใช้จ่ายสูงประมาณ 1.5 ถึง 2 แสนบาทในโรงพยาบาลรัฐบาล ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนจะอยู่ที่ 3-5 แสนบาท ถ้าเทียบกับการลดน้ำหนักตามศูนย์ลดความอ้วนแล้ว ไม่ต่างกันนักหมดเงินเป็นแสนเหมือนกัน แต่ที่ต่างคือแทนที่น้ำหนักจะลดลง น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นมาอีก"การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดอ้วน แม้ว่าในทางการแพทย์ยังไม่ใช่แนวทางของการมีสุขภาพดีแต่สำหรับคนป่วยเป็นโรคอ้วนแล้ว เมื่อได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ก็ยังทำให้พวกเขาสามารถกลับมาทำงาน และอยู่ได้ในสังคมอย่างไม่ถูกมองอย่างแปลกแยกว่ามีปมด้อยอีก


โดย สุชาฏา ประพันธ์วงศ์

ภัยเงียบ-พิษจาก ขยะและสิ่งแวดล้อม

เรื่องของขยะและเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน โลหะหนัก เป็นตัวสำคัญในการสร้างสารพิษในขยะและทำลายสิ่งแวดล้อม จะระบุเป็น ตัวๆ ไป เรื่องแรกคือตะกั่ว หรือ สารกลุ่มตะกั่วซึ่งเรารู้จักกันดีมานานแล้วเราใช้ตะกั่วเป็นอุปกรณ์ในการสร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิตของเรามาแต่สมัยโบราณ เมื่อมีการขุดค้นปราสาทหรือวังหรืออาคารเก่าๆที่โรมและเมืองใหญ่ๆหลายเมืองในอิตาลี ได้พบว่ามีการใช้ตะกั่วหล่อเป็นท่อประปาใช้กันมาหลายพันปี และท่อประปานั้นก็ยังใช้ได้ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่าอยู่ในสภาพดีและไม่เสียหายบุบสลายแม้แต่ประการใดท่อน้ำประปาของไทยเราและของประเทศด้อยพัฒนาของโลกก็ยังใช้ตะกั่วทำท่ออย่างแพร่ หลาย ก่อนที่จะหันมาเปลี่ยนเป็นท่อพีวีซีเมื่อสัก 20 ปีมานี้นอกจากใช้ทำท่อน้ำแล้ว เรายังใช้ในวงการอุตสาหกรรมกันมากมายหลายอย่าง อย่างเช่น แบตเตอรี่รถยนต์ก็ต้องใช้ตะกั่วเป็นตัวหลักในการทำแบตเตอรี่ และที่หนักหนาสาหัสก็คือ การที่จะให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นนั้น ต้องใช้ขั้วตะกั่วทั้งบวกและลบ (LEAD DIOXIDE) เพื่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ขึ้นกรดกำมะถันมีความร้ายแรงแค่ไหนคงจะทราบกันแล้ว ในบรรดากรดต่างๆซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงที่สุดนั้น กรดกำมะถันเป็นตัวนำโดดเด่นมากที่สุดนอกไปจากนั้นก็คงจะจำได้ว่า สมัยหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ น้ำมันรถแทบทุกชนิดต้องอาศัยสารตะกั่วเป็นตัวละลาย ควันจากไอเสียซึ่งถูกพ่นออกมา จึงมีสารพิษจากตะกั่วปนอยู่เต็มอากาศในเมืองที่มีรถยนต์มากจึงเป็นอากาศที่ประกอบไปด้วยมลพิษ โรคประจำตัวของคนในเมืองใหญ่ๆจึงเป็นเรื่องโรคระบบหายใจ และเป็นตัวทำลายสุขภาพและเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งแต่โดยเหตุที่อากาศเป็นพิษจากควันรถยนต์เป็นภัยเงียบ ซึ่งคนไทยโดยทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจนักจนกระทั่งในต่างประเทศรู้จักภัยจากควันพิษรถยนต์นี้มากขึ้น มีกฎหมายห้ามการใช้ตะกั่วในการกลั่นน้ำมัน และมีการประกาศการปรับปรุงการกลั่นน้ำมัน (แต่น้ำมันก็ยิ่งแพงกว่าเก่าด้วย) จะเห็นว่ามีการโฆษณากันเป็นการใหญ่ว่า น้ำมันของโรงงานต่างๆมี “น้ำมันปลอดตะกั่ว (LEAD FREE)” มากขึ้นแต่คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อย่างเราจะรู้และแน่ใจได้อย่างไรว่า น้ำมันจากโรงกลั่นที่มาขายในเมืองไทยนั้นปลอดสารตะกั่วจริง?และเมื่อสารต่างๆเหล่านี้ถูกทิ้งเป็นขยะและปนกับขยะ ชีวิตของเราก็ยิ่งต้องเสี่ยงและทนทุกข์ทรมานกับพิษของสารพิษจากตะกั่วมากยิ่งขึ้นพิษจากสารตะกั่วเหล่านี้จะเข้ามาสู่ตัวเราจากการหายใจเข้าไป จากการกินหรือดื่มน้ำเข้าไป และในบางกรณีจากการสัมผัสทางกาย ก็จะซึมเข้าไปในร่างกายทางผิวหนังและมันก็กลายเป็นพิษซึ่งเป็นได้ทั้งสารพิษ (TOXIN) และยาพิษ (POISON) โดยตรงถ้าเราถูกพิษของตะกั่วในระยะสั้นๆ จะเกิดอาการป่วยอย่างเฉียบพลัน (ACUTE TOXICITY) หรือถ้าค่อยๆเป็นค่อยๆไป และสัมผัสกับสารตะกั่วในระยะยาว เราก็จะป่วยจากพิษตะกั่วในสภาพเรื้อรัง (CHRONIC TOXICITY)จะป่วยแบบเฉียบ พลันทันที หรือจะเป็นแบบเรื้อรังค่อยเป็นค่อยไป ก็มีหวังเป็นอันตรายถึงตายด้วยกันทั้งสิ้น อาการที่ค่อยเป็นค่อยไป คือ

1. การเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ ถ้าเป็นตั้งแต่เด็กๆ ก็เป็นของแน่ว่า เด็กจะเป็นเด็กที่ไม่เจริญเติบโต จะแคระแกร็น รูปร่างผอมบางตัวเล็กๆถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะเกิดอาการปวดๆ เมื่อยๆการปวดเมื่อยนี้จะไม่ใช่การปวดเมื่อยแบบทำงานหนัก แต่จะปวดแบบปวดร้าว ปวดหนืดๆตลอดเวลา

2. ความพิการในด้านระบบกล้ามเนื้อ โดยเหตุที่สารตะกั่วทำลายกระดูกและกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อบางมัดบางส่วนจะเกิดการลีบและบิดตัว การเคลื่อนไหวของร่างกายจะเสียการทรงตัว มีอาการเหมือนคนเป็นอัมพาต เวลาเดินจะตัวสั่นและหกล้มได้ง่าย

3. ระบบสมองประสาทถูกทำลาย หนักมาก และกับเรื่องนี้ สมองถูกทำลายก็จะกลายเป็นคนปัญญาอ่อน ความคิดอ่าน ความสามารถในการทำงาน สภาพความเป็นคนจะกลายเป็นตรงกันข้าม หูจะหนวก ตาจะมองไม่เห็น4. ไตจะวายหรือไตเสื่อม

5. พูดไม่ชัด การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นหรือภายนอกจะเสียไปหมด

6. เกิดอาการชัก-ตะคริวตลอดเวลาวิธีป้องกัน โดยเฉพาะ เด็กๆ ซึ่งจะต้องสัมผัสกับสารตะกั่วได้ง่าย


1. ได้พูดถึงตัวอย่างเรื่องท่อน้ำ เรื่องแบตเตอรี่ เรื่องควันรถยนต์ไว้บ้างแล้วตอนต้น ขอพูดถึงวัตถุ ถ้วยชาม และของเด็กเล่น ซึ่งการใช้สิ่งต่างๆละลายหรือทาที่วัตถุนั้นจะมีสารตะกั่วทั้งสิ้น ระวังให้มาก
2. เรื่องฝุ่นที่หมักหมมในบ้าน ในห้อง จะมีสารตะกั่วปน เพราะตะกั่วเป็นโลหะหนัก
3. ระวังเรื่องดินที่เอามาถมบ้านให้มาก สอบถามว่าเอาดินมาจากไหน ถ้ามาจากกองขยะ อย่าเอา
4. ระวังเรื่องยาย้อมผมมากๆ สารตะกั่ว เยอะ เครื่องสำอางอย่างอื่นก็ดู

Tag (ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง): ภัยเงียบ ขยะ สิ่งแวดล้อม

ใช้สายรัดหน้าท้อง ลดเอวได้หรือไม่





stay fat ลดความอ้วน ผอม หน้าท้องเรื่องสายรัดหน้าท้องผมเข้าใจว่ามีลักษณะคล้ายสเตย์นะครับ ไม่มีผลทำให้เอวลดลงหรอกครับ แต่อาจทำให้เวลาสวมใส่เสื้อผ้า ทำให้ท้อง หรือ เอวดูไม่ใหญ่ นอกจากนั้น ทำให้เราทานอาหารไม่ถนัด เพราะมันอาจแน่น ทำให้ทานได้ลดลง บางคน ที่คิดว่า มันสามารถลดหน้าท้องได้ เอาไปใส่ตอนนอน จริงๆแล้ว ถึงรัดทิ้งไว้ตลอดทั้งคืนก็ไม่น่าจะมีผลเสียร้ายแรงอะไรเพียงแต่จะรู้สึกอึดอัดเท่านั้น แต่เอวไม่ลดครับ แต่อุปกรณ์ชนิดนี้ มีข้อเสียเหมือนกัน ก็คือถ้าหากว่าใส่ตลอดอาจจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง เวลาที่ถอดออกมาอาจจะมีอาการปวดหลังหรือเมื่อยหลังได้ง่ายและมีพุงยื่นออกมาครับ


ที่มา : นพ.สุธี ศิริเวชฎารักษ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูข้อมูลเพิ่มเติม


: โปรแกรมออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพและความงาม

ระวัง! นอนไม่อิ่มเซ็กซ์ถดถอย



มีรายงานออกมาว่า คนอเมริกันจำนวนมากนอนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดปัญหาครอบครัว การทำงานผิดพลาด หรือแม้กระทั่งละเลยการมีเพศสัมพันธ์!จากการศึกษาล่าสุดของ National Sleep Foundation พบว่า 75% ของผู้ใหญ่ในอเมริกา มีปัญหาเรื่องการง่วงเหงาหาวนอน เพราะระหว่างที่นอนมักตื่นกลางดึกบ่อย และบางรายมีอาการกรน แต่คนส่วนใหญ่ก็ละเลยที่จะให้ความสนใจในปัญหานี้ริชาร์ด เกลูล่า (Richard Gelula) ผู้บริหารของ National Sleep Foundation บอกว่า “คนครึ่งประเทศนอนหลับดี แต่อีกครึ่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องการนอน”


คำถามก็คือ “แล้วจะโทษอะไรดี? และมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร?” จากการสำรวจผู้ใหญ่ 1,500 คน พบว่า 87% จะดูโทรทัศน์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน 47% มีเพศสัมพันธ์ก่อนนอน และ 64% อ่านหนังสือก่อนนอน ในจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจนั้น มีเพียงส่วนน้อยที่บอกว่า พวกเขานอนหลับสบายตลอดคืน ทำให้สรุปได้ว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่นอนหลับไม่เพียงพอนอกจากนั้น ยังพบข้อมูลอีกว่า เกือบ 1 ใน 4 ของผู้ที่แต่งงานแล้วมีเพศสัมพันธ์กันน้อยลง หรือไม่สนใจในเรื่องนี้เลย เพราะรู้สึกง่วงนอนมากเกินไป ทาง National Sleep Foundation จึงแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรได้รับการนอนอย่างพอเพียง ระหว่าง 7-9 ชั่วโมงในแต่ละคืน ขณะที่ผลการสำรวจพบว่า เวลานอนโดยเฉลี่ยของคนอเมริกันอยู่ที่ 6.9 ชั่วโมงในรายงานยังระบุอีกว่า 60% ของผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ ยอมรับว่าพวกเขาง่วงนอนระหว่างการขับขี่ และ 4% บอกว่าเคยประสบอุบัติเหตุหรือเกือบจะประสบอุบัติเหตุ เพราะเหนื่อยและง่วงขณะขับรถ เกือบ 30% ของพนักงานรับจ้างบอกว่า เคยทำงานพลาดเพราะความง่วงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และ 77% บอกว่าคู่นอนมีปัญหาในการนอนและการกรนดร. ไมเออร์ ครีเกอร์ (Dr.Meir Kryger) ผู้อำนวยการของ Sleep Disorders Center ที่ศูนย์วิจัยโรงพยาบาล St.Boniface บอกว่า เมื่อคู่สมรสต้องการจะแยกกันนอน สาเหตุมักเป็นเพราะปัญหาการนอนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งคู่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการศึกษาพบอีกว่า มากกว่า 3 ใน 4 ของชาวอเมริกันนอนหลับไม่ดีเลย และมันก็เริ่มส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคู่สมรส เพราะพวกเขารู้สึกง่วงเกินกว่าจะมีกิจกรรมใดๆ ก่อนนอน โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่มีเพียง 8% เท่านั้น บอกว่าพวกเขานอนหลับสบายดี และมีเพศสัมพันธ์กันตามปกติรู้อย่างนี้แล้วขอให้ทุกคนนอนหลับอย่างเพียงพอ เพื่อการมีเพศสัมพันธ์อย่างพอเพียง รวมทั้งการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

ภัยสุขภาพที่ระบาดในหมู่คนทำงานยุคดิจิตอล

ใช้เวลาสำรวจตัวคุณเองสักนิดว่าจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภัยสุขภาพในยุคสังคมดิจิตอลนี้หรือไม่ คุณเป็นผู้หนึ่งที่มักจะปฏิบัติงานโดยอยู่ในอิริยาบถเดิมๆ นานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน คุณเป็นผู้หนึ่งที่นั่งทำงานอยู่กับตัวเลขนานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน คุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องนั่งตรวจและเขียนเอกสารนานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน คุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน
ขณะที่คุณกำลังอ่านและสำรวจตัวเองอยู่นี้ หากหนึ่งในสี่ข้อข้างต้นตรงกับพฤติกรรมประจำวันของคุณแล้ว คุณนับเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงที่กำลังถูกคุกคามจากภัยร้ายในสำนักงานนั่นเอง ข้อมูลล่าสุดจัดทำโดยศูนย์ศึกษาและวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างเดือนมกราคม 255 1 ที่ผ่านมานี้ การสำรวจอาการปวดในกลุ่มตัวอย่างคนทำงานออฟฟิศ หญิงและชาย ในจำนวน 413 คน (ชาย 183 คน หญิง 230 คน) พบว่า ส่วนใหญ่ทำงานเฉลี่ยเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน และใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ผลการศึกษา แสดงถึงอาการปวดที่เป็นกันมากที่สุด ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา 5 อันดับแรกคือ การปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว และปวดศรีษะ ตามลำดับ โดยอาการปวดคอ มีมากถึง 84% และ ตามด้วยอาการปวดไหล่ 71%อาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อ คอและไหล่ที่กำลังคุกคามกลุ่มคนทำงานออฟฟิศเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทั้งจากพฤติกรรม อิริยาบถในการทำงาน ลักษณะและสภาพแวดล้อมบริเวณเวิร์ค สเตชั่น รวมไปถึงความเครียดจากการทำงาน หรือทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะอาการดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงจนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เกิดเป็นโรคประจำทศวรรษที่ได้ยินกันจนชินหูว่า “Office Syndrome หรือโรคภัยในสถานที่ทำงาน” นั่นเอง สำหรับวิธีการป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่นั้น สามารถทำได้หลากหลายวิธีตามแต่สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเวิร์ค สเตชั่นให้เหมาะสม เปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานหรือเคลื่อนไหวร่างกายทุก 15-20 นาที ขจัดความเครียดในการทำงาน เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ การนวด การใช้ความร้อน-เย็นเพื่อให้กล้ามเนื้อยึดหดตัว การออกกำลังกายแบบง่ายๆ ในท่าทางต่างๆ หรืออีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาและต้องการความสะดวก คือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่พัฒนาให้เหมาะสำหรับการบรรเทาปวดบริเวณคอและไหล่ เป็นต้น ดูแลใส่ใจตัวเองสักนิด เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี อย่าให้อาการปวดคอและไหล่แปรสภาพไปเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกับสุขภาพ และประสิทธิภาพในการทำงาน

พิษร้าย...ยานอนหลับ

หลายท่านคงเคยมีปัญหานอนไม่หลับ และมีประสบการณ์การใช้ยานอนหลับกันบ้างนะคะ และอีกหลายๆ ท่านในกลุ่มนี้เช่นกันที่มีปัญหากับการใช้ยานอนหลับด้วย สำหรับคำถามที่ดิฉันมักได้ยินบ่อยๆ เวลาจ่ายยา เช่น ติดยานอนหลับค่ะ ถ้าไม่ได้กินคือจะนอนไม่ได้เลย เป็นแบบนี้มา 3 ปีแล้ว จะทำยังไงดีค่ะ หรือคุณหมอเปลี่ยนยานอนหลับให้หลายตัวแล้ว แต่ก็ยังนอนไม่หลับอีก มียานอนหลับที่แรงกว่านี้มั้ยค่ะ หรือไม่ได้นอนไม่หลับซะหน่อย แต่ทำไมคุณหมอจ่ายยานอนหลับให้ค่ะ เป็นต้น ดังนั้นฉบับนี้เรามาทำความรู้จักกับยานอนหลับให้มากขึ้นกว่าเดิมกันดีกว่าค่ะยานอนหลับ คือ ยาที่ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนและมักช่วยบรรเทาอาการตึงเครียดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบางท่านที่ไม่มีปัญหานอนไม่หลับ แต่กลับได้รับยานอนหลับมากิน ในขณะที่บางท่านอาจจะรู้สึกเครียด หรือวิตกกังวล ซึ่งยานอนหลับก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีค่ะทางการแพทย์ถือว่ายากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังในการใช้เป็นพิเศษซึ่งจะต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยตนเองจากร้านขายยาทั่วไป ดังนั้นในกรณีที่มีการจำหน่ายยากลุ่มนี้โดยไม่มีใบสั่งแพทย์ จะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบันนี้การใช้ยานอนหลับในการรักษาอาการนอนไม่หลับได้รับความนิยมอย่างสูง และมียานอนหลับในท้องตลาดหลากหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้หลายท่านเข้าใจว่า การใช้ยานอนหลับเป็นการรักษาอาการนอนไม่หลับ แต่ความจริงแล้วการใช้ยานอนหลับ ไม่ได้รักษาอาการนอนไม่หลับ เพียงแค่ทำให้อาการนอนไม่หลับของท่านทุเลาลงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมิจฉาชีพบางประเภทที่นำคุณสมบัติของยานอนหลับมาใช้มอมยาเหยื่อ เพื่อล่วงละเมิดทางเพศหรือลักทรัพย์ดังที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์บ่อยๆผลเสียของยานอนหลับการใช้ยานอนหลับอย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการซื้อยามากินเอง ทำให้เกิดอันตรายมากกว่าที่คิด เช่น การใช้ยานอนหลับบางชนิดที่ออกฤทธิ์เป็นระยะเวลานาน หรือในผู้สูงอายุที่ร่างกายมีความสามารถในการกำจัดยาลดลง อาจทำให้ยังมียาสะสมอยู่ในร่างกายเมื่อตื่นนอนแล้ว บางคนจึงยังรู้สึกง่วงนอน อ่อนเพลีย หรือมึนงง ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ในคนที่ต้องขับรถ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร เนื่องจากอาการง่วงซึมแม้เพียงเล็กน้อยก็มีผลต่อการตัดสินใจและการเคลื่อนไหวที่ต้องการความรวดเร็ว ทำให้เชื่องช้าลงได้ หรือในผู้สูงอายุอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้มได้นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคปอด หรือผู้ที่นอนกรนอย่างมาก หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิดที่กดประสาทส่วนกลางดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับ เนื่องจากยานอนหลับบางชนิดออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ศูนย์ควบคุมการหายใจถูกกดไปด้วย อาจเป็นสาเหตุให้ร่างกายหยุดหายใจได้ หรือในกรณีที่การใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ก็อาจเกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เช่นการดื้อยา คือการใช้ยานอนหลับขนาดเดิมติดต่อกันสักระยะหนึ่งแล้วพบว่าได้ผลการรักษา (การทำให้นอนหลับได้) น้อยลง จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขนาดยาดังกล่าวอาจมากเกินกว่าขนาดปกติที่ใช้ในการรักษาจนเกิดพิษจากยาได้ การติดยา คือเมื่อใช้ยาติดต่อกันสักระยะหนึ่งแล้วหยุด อาจทำให้อาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นอีกครั้ง จนต้องกลับมาใช้ยาต่อเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้เซ็กซ์เสื่อม มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับยานอนหลับบางชนิดเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายได้ ความจำเสื่อม ยานอนหลับอาจส่งผลต่อระบบความจำในระยะยาวได้ ทำให้ไม่สามารถจำเหตุการณ์ หรือเรื่องราวต่างๆ ได้ยาวนานเหมือนคนปกติทั่วไป ดังนั้นการรักษาอาการนอนไม่หลับที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การใช้ยานอนหลับที่มีขนาดต่ำที่สุดที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาสั้นๆ (ไม่ควรเกิน 2 – 4 สัปดาห์) ร่วมกับการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ ร่วมกับการปฏิบัติสุขอนามัยการนอนที่ดีด้วยคะการนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย แต่ภาวะทางสังคมในปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ แม้แต่มลพิษจากสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราสามารถเกิดความตึงเครียด วิตกกังวลได้ ซึ่งอาจส่งผลไม่น้อยต่อการนอนหลับ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะอะไรอาการนอนไม่หลับจึงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพของคนเราในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งสหรัฐอเมริกา แบ่งความรุนแรงของอาการนอนไม่หลับออกเป็น 3 ระดับ คือ - นอนไม่หลับชั่วคราว หมายถึงการนอนไม่หลับที่เป็นอยู่ช่วงระยะสั้น ๆ มักไม่เกิน 1 สัปดาห์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีสิ่งมากระตุ้น เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล การได้รับสารกระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง หรือในผู้ที่ต้องเดินทางบินข้ามทวีป (Jet Lag) อาจทำให้เกิดการนอนไม่หลับชั่วคราวได้ แต่เมื่อสิ่งที่มากระตุ้นเหล่านี้หมดไป ร่างกายก็จะกลับมานอนหลับเป็นปกติได้- นอนไม่หลับระยะสั้น หมายถึงการนอนไม่หลับเป็นระยะเวลา 1-3 สัปดาห์ อาจเกิดจากความเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งความเจ็บป่วยบางชนิดนั้นก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบการนอนได้
เช่น โรคหัวใจ การไอเรื้อรัง ไทรอยด์ ปัญหาต่อมลูกหมาก ติดยา เป็นต้น
ทั้งนี้หากปล่อยไว้โดยไม่ได้แก้ไข อาจทำให้อาการรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นอาการนอนไม่หลับเรื้อรังในที่สุด- นอนไม่หลับระยะยาว หมายถึงการนอนไม่หลับ เป็นระยะเวลามากกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งเป็นอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง สาเหตุสำคัญอาจเกิดจากโรคประจำตัวต่างๆ โดยเฉพาะโรคทางระบบประสาท และจิตเวช เช่น โรคสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า เป็นต้นหากเกิดปัญหาการนอนไม่หลับทั้ง 3 ชนิดนี้ขึ้น ย่อมส่งผลให้ช่วงระยะเวลาที่ร่างกายได้พักผ่อนหรือเวลาหลับสนิทลดน้อยลงกว่าปกติ ซึ่งจะมีผลต่อความพร้อมและความสดชื่นของสมองและส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น แจ่มใส ง่วงเหงาหาวนอน ขาดสมาธิในการทำงาน ส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพการทำงานได้สุขอนามัยในการนอนที่ดี ได้แก่่ - ควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา ไม่ว่าคืนก่อนจะนอนหลับหรือไม่ก็ตาม- จำกัดเวลานอนให้เหมาะสม และเพียงพอ โดยทั่วไปวัยรุ่นต้องการเวลานอน 11 ชั่วโมง วัยทำงาน 8 ชั่วโมง และผู้สูงอายุ 6 ชั่วโมงต่อวัน- การจัดห้องนอนและบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสมก็จะช่วยได้มาก เช่น อุณหภูมิห้องไม่ร้อน หรือหนาวเกินไป ที่นอนไม่นุ่มหรือไม่แข็งเกินไป หมอนหนุนไม่สูงมากไม่ต่ำมาก ไม่มีเสียงรบกวน แต่เสียงพัดลมหรือ เสียงเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นเสียงสม่ำเสมอ เป็นตัวกลบเสียงรบกวนอื่น ก็อาจช่วยให้หลับได้ดีขึ้น ห้องนอนต้องไม่สว่างเกินไป ท่านอนที่ดีคือ ท่านอนหงาย
- ฝึกฝนการผ่อนคลายความตึงเครียดทุกเย็นอย่างสม่ำเสมอ เช่น ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือสมาธิ
- ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ ประมาณ 3-4 ครั้ง ต่อสัปดาห์ แต่ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงค่ำและก่อนนอน
- งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม โดยเฉพาะเวลาหลังเที่ยงวัน
- งดการดื่มสุรา สุราทำให้หลับเร็วขึ้น แต่จะทำให้หลับๆ ตื่นๆ
- แม้ว่าบางคืนจะนอนไม่หลับ ในเวลากลางวันสั้นๆ ไม่เกิน 30 นาที ก็ควรที่จะทำงานให้ยุ่งเสมอ แทนที่จะนอนพักผ่อน เว้นแต่ในบางรายที่พบว่าการงีบหลับในระหว่างวัน ช่วยให้นอนหลับดีในเวลากลางคืน สุขอนามัยในการนอนที่ดี
ทั้งหมดนี้อาจฟังดูปฏิบัติตามได้ยากสักหน่อยในผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับมานานแล้ว แต่หากท่านลองค่อยๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยานอนหลับ ท้ายนี้ขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดี และตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นนะคะ

แว่นตา...สำหรับคนหน้าคอมพ์ (Computer glasses)ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต จักษุแพทย์

อินเตอร์เน็ตได้ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าให้โลกปัจจุบันกลายเป็นโลกไร้พรมแดน
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากมายในชีวิตประจำวัน ไม่เว้นแม้แต่เด็กก็ยังต้องใช้ในการทำรายงานส่งครู เล่นเกม ตลอดจนติดต่อสื่อสารและคุยเล่นกันสิ่งใดมีคุณก็มักจะแฝงด้วยโทษเสมอ ผู้ใช้อุปกรณ์นี้นานเกินไปหรือไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่เรียกกันว่า “computer syndrome” ซึ่งหมายถึงกลุ่มอาการต่างๆ ที่เกิดหลังการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งมักเกิดกับกล้ามเนื้อ กระดูก และดวงตา ได้แก่ อาการปวดเมื่อยต้นคอ บริเวณหัวไหล่ หลัง เมื่อยมือ ปวดนิ้ว ร่วมกับอาการทางตาที่เรียกกันว่า “computer vision syndrome” ได้แก่ อาการปวดตา แสบตา ตาแห้ง ตามัว ปวดเบ้าตา ปวดศีรษะ เป็นต้นจากการศึกษาพบว่าบรรดาจอภาพคอมพิวเตอร์ต่างๆ ล้วนมีรังสีหลายชนิดทั้งที่มองเห็นและไม่เห็นด้วยตา ได้แก่ รังสีเอกซ์ รังสียูวี อินฟาเรด ตลอดจนรังสีขนาดความถี่ของคลื่นวิทยุ (radio frequency emission) แต่อยู่ในจำนวนที่น้อยมาก น้อยกว่าระดับเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่ตั้งไว้ เช่น รังสีเอกซ์ ตั้งไว้ไม่เกิน 2.5 หน่วย ก็มีเพียง 0.3 หน่วย รังสียูวี ตั้งไว้ไม่เกิน 1,000 หน่วย ก็มีเพียง 0.65 หน่วย รังสีขนาดความถี่ของคลื่นวิทยุให้ไว้ได้ 40,000 หน่วย ก็ตรวจพบเพียง 5,000 หน่วย เป็นต้น จึงค่อนข้างเชื่อได้ว่ารังสีที่ออกมาจากอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายที่ร้ายแรงต่อตา แต่คนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ มักเกิดอาการไม่สบายตาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ประมาณกันว่าตาคนเราสามารถปรับโฟกัสให้เห็นชัดดีในภาพที่มีขอบเขตชัดเจนมี contrast ที่ดี แต่ภาพที่เกิดจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เกิดจากจุดเล็กๆ หลายจุดที่เรียกกันว่า “พิกเซล” (pixel) ซึ่งมาจากคลื่นไฟฟ้าในเครื่องวิ่งไปชนกับพื้นหลังของจอที่เคลือบด้วยฟอสฟอรัส ลักษณะของพิกเซลแต่ละจุดมีความสว่างไม่เท่ากัน สว่างมากตรงกลางและจางลงบริเวณขอบๆ ขอบจึงไม่ชัด ถ้าปรับเครื่องไม่ดีจะเห็นเป็นแสงกระพริบ ดังนั้นตาเราปรับโฟกัสภาพบนจอได้ไม่ดี ทำให้เกิดการเพ่งโดยอัตโนมัติ การต้องเพ่งอยู่นานๆ นำมาซึ่งอาการของ computer vision syndrome ที่แต่ละคนจะเกิดมากน้อยแตกต่างกันไป เนื่องจากลักษณะของตัวคอมพิวเตอร์เองดังกล่าวข้างต้น ตลอดจนการจัดโต๊ะทำงาน ปรับแสงที่ไม่ถูกต้อง งานที่เร่งและมากเกินไป ที่สำคัญก็คือสายตาของผู้ใช้ ซึ่งพบว่า “แว่นตา” เข้ามามีบทบาทมากทีเดียว มีการศึกษาพบว่าชาวอเมริกันถึงร้อยละ 80 ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นประจำ มีอาการของ computer vision syndrome และร้อยละ 70 ของคนจำนวนนี้อาการต่างๆ บรรเทาลงได้ด้วยการใช้แว่นตาขณะทำงาน มีบางรายงานพบว่าประสิทธิภาพของงานดีขึ้นกว่าไม่ใช้แว่นถึง 7 เท่า หากผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์มีสายตาผิดปกติร่วมด้วยการใช้แว่นขณะทำงานน่าจะมีประโยชน์มากอยู่ แว่นตาที่ใช้ขณะทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ที่ดีควรมีคุณลักษณะต่างๆ ดังนี้• กำลังสายตาที่ถูกต้อง คนที่ใช้แว่นสายตาสั้น ยาว เอียง และมีอายุน้อยกว่า 40 ปี มีความสามารถเพ่ง (accommodation) ที่ดี มักไม่มีปัญหาอะไร ยังคงใช้แว่นที่ใช้ตามปกติได้ สำหรับผู้มีสายตาสั้นไม่มากอาจทำงานกับคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องใช้แว่นก็ได้ แต่ปัญหากำลังสายตาสำหรับผู้มีอายุเกิน 40 ปี มีภาวะสายตาผู้สูงอายุ (prosbyopia) ซึ่งมักมีแว่นมองใกล้ที่ใช้อ่านหนังสือเป็นแว่นที่ใช้ในระยะ 12-15 นิ้วแต่การใช้คอมพิวเตอร์จะอยู่ที่ระยะไกลกว่า คือ ประมาณ 18-28 นิ้ว หรืออาจเรียกว่าเป็นสายตาระหว่างกลาง (intermediate vision) การทำแว่นเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์จึงควรใช้กำลังเลนส์ที่คมชัดระยะ 18-28 นิ้ว หรือประมาณ 40-60% ของแว่นอ่านหนังสือ อีกประการหนึ่ง เวลาเราอ่านหนังสือ ตาจะเหลือบลงต่ำ 20-30 องศา ในขณะที่มองคอมพิวเตอร์จะเหลือบลงต่ำเพียง 10-15 องศา ดังนั้นจุดชัดของแว่นต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วยตามทฤษฎีแล้วการทำแว่นเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์น่าจะมีการวัดสายตาด้วยแผ่นวัดสายตาที่เลียนแบบอักษรที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาพมีแสงกระพริบ ขอบเขตไม่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติเพื่อความสะดวกยังคงใช้แว่นวัดสายตาของ Snellen ที่ใช้กันทั่วไปที่เป็นภาพนิ่ง ขอบชัด มี contrast ที่ดี จึงอาจได้ค่าสายตาที่ไม่ถูกต้องนัก แต่ก็พออนุโลมให้ใช้ได้ • รูปแบบแว่นสายตา อาจเป็นแว่นชั้นเดียว 2 ชั้น 3 ชั้น หรือแว่นหลายชั้นที่ไร้รอยต่อ (progressive lens)แว่นชั้นเดียว เลือกกำลังที่เหมาะสำหรับระยะการใช้งาน 18–28 นิ้ว ใช้สำหรับทำคอมพิวเตอร์อย่างเดียว ราคาถูก แต่มองใกล้ๆ หรือไกลไม่ได้ แว่น 2 ชั้น ที่ใช้กันทั่วไป ชั้นบนใช้มองไกล ชั้นล่างใช้อ่านหนังสือหรือมองใกล้ ซึ่งแว่นแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสายตาระหว่างกลางทำให้มองไม่ชัด อีกทั้งผู้ใช้มักจะต้องแหงนหน้ามากกว่าปกติทำให้ปวดเมื่อยต้นคอได้ แว่น 2 ชั้นที่ใช้กับคอมพิวเตอร์อาจทำเป็นเลนส์บนมองไกล เลนส์ล่างใช้ระยะ 18–28 นิ้ว สำหรับมองคอมพิวเตอร์ แต่จะมีข้อเสียคืออ่านหนังสือใกล้ไม่ชัด หรืออาจเลือกเลนส์บนมองคอมพิวเตอร์ เลนส์ล่างดูหนังสือ แบบนี้ข้อเสียคือมองไกลไม่ชัด จะตัดสินใจเลือกเลนส์ชนิดไหนคงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าใช้สายตามองไกล มองคอมพิวเตอร์ ดูหนังสือ ระยะไหนมากกว่ากันแว่นหลายชั้นไร้รอยต่อ นอกจากเป็นแว่นพรางอายุแล้ว ยังเป็นแว่นที่ใช้มองคอมพิวเตอร์ ได้ดีที่สุด เพราะมีกำลังเลนส์ที่ลดหลั่นกันลงมา มองชัดทั้งระยะไกลมาจนใกล้ ในรูปแบบนี้ถ้าเลนส์รุ่นเก่าๆ ระยะมองใกล้อาจจะแคบมาก อีกทั้งภาพด้านข้างมักจะบิดเบือนจากความเป็นจริง เวลาที่ชำเลืองมองด้านข้างภาพที่เห็นบิดเบี้ยวจะทำให้เกิดอาการมึนงงได้ แต่ในปัจจุบันเลนส์ชนิดนี้ผลิตได้ดีขึ้นระยะมองใกล้กว้างขึ้น ภาพบิดเบี้ยวจากด้านข้างน้อยลง อย่างไรก็ตามการใช้เลนส์ชนิดนี้ต้องฝึกสักระยะมักจะใช้การได้ดีเลนส์ในกลุ่มนี้อาจทำให้เห็นชัดจากระยะ 1 เมตร เข้ามาถึงระยะอ่านหนังสือ ทำให้เห็นเอกสารบนโต๊ะที่อยู่ไกลจากระยะคอมพิวเตอร์ได้ดี แต่คงไม่ชัดสำหรับการขับรถ• การทำเคลือบผิวเลนส์ (coating) เป็นขบวนการเคลือบเลนส์ด้วยสารเคมีบางอย่าง เพื่อกรองแสงจ้าที่สะท้อนเข้าตา ทั้งแสงจากตัวคอมพิวเตอร์ แสงที่ลอดจากหน้าต่าง แสงจากหลอดไฟที่เพดานห้อง โดยเฉพาะแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้ในห้องจะมีแสงยูวีและแสงสีน้ำเงินลอดออกมาด้วย การเคลือบผิวเลนส์จะตัดแสงนี้ออกไป ปกติแล้วแสงสีน้ำเงินทำให้ตาคนเราปรับโฟกัสยาก เนื่องจากมีคุณสมบัติกระจายแสงมาก การเคลือบช่วยตัดสีน้ำเงินออกจึงทำให้ตาปรับโฟกัสได้ดีขึ้น• ทำสีที่เลนส์ (tint) เป็นการลดแสงสว่างที่จ้ามากเกินไปลง อีกทั้งกรองสีน้ำเงินออกไป อาจใช้สีเทาซึ่งช่วยลดความสว่างลง สีชมพูจะตัดสีน้ำเงินออกไปมากกว่าสีอื่น หรือสีเบจ (สีเทาแกมแดง) เพิ่ม contrast ขึ้น• ใส่ปริซึม เพิ่มเข้าไปในผู้ที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อกลอกตา ผู้ที่มีตาเข ตาเอก ควรใส่ปริซึมเข้าไปจะทำให้ใช้สายตาสบายขึ้นเลือกแว่นให้เหมาะ เพื่อการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ที่สบายขึ้นนะคะ

นักดาราศาสตร์ เผย!1ส.ค.เกิด สุริยุปราคา-โหรส.ว.ชี้บ้านเมืองเข้าสู่วิกฤตสุด

ภาพ : ประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วัน พุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 13:47 น.
นักดาราศาสตร์ เผย! เกิดปรากฎการณ์สุริยุปราคา เต็มดวง วันทมี่ 1 ส.ค. นี้ มองเห็นได้ในหลายประเทศ ขณะที่ไทยมองเห็นได้ในบางส่วน ให้มองด้านทิศตะวันตก ด้านโหรส.ว.ทำนายอีก ดาวอังคารทับดาวเสาร์เล็งดาวมฤตยู ทายบ้านเมืองเกิดวิกฤตเปลี่ยนแปลงสูงสุด
ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าวเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 16 ก.ค. นายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต นักดาราศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่น กล่าวที่หอดูดาวบัณฑิต ตลาดบางบ่อ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ในวันที่ 1 ส.ค. นี้ จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคามองเห็นได้เต็มดวงในต่างประเทศหลายประเทศ และเห็นได้บางส่วนในประเทศไทย สำหรับการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดจากการเรียงตัวในแนวระนาบเดียวกันของ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก เกิดในช่วงกลางวันโดยเงามืดของ ดวงจันทร์ บังโลกหากโลกโคจรผ่านเงามัวของดวงจันทร์ เราเรียกว่า สุริยุปราคาบางส่วน แต่หากโลกโคจรผ่านแกนของเงามืดของ ดวงจันทร์ เราเรียกว่า "สุริยุปราคาเต็มดวง”นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ในหลายประเทศได้แก่ แคนาดา รัฐเซีย มองโกลเลีย และทางตอนเหนือของจีน ส่วนในประเทศไทยนั้นมองเห็นได้เป็นจันทรุปราคาบางส่วน สามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ทั่วประเทศทุกภาค โดยช่วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์โดยเฉลี่ยในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่เวลา 17.58 น. เป็นต้นไป โดยจะเริ่มมองเห็นบนท้องฟ้าทางด้านทิศทิศตะวันตกตั้งแต่เริ่มปรากฏการณ์จนอาทิตย์ลับขอบฟ้า อันจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาด้านดาราศาสตร์ “ในการชมปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ห้ามมองด้วยตาเปล่าโดยเด็ดขาดเนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อดวงตา การชมใช้แผ่นกรองแสงจากดวงอาทิตย์ หรือใช้กระจกที่รมควันอย่างหนาจึงจะปลอดภัย แต่จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเพียงเฉพาะช่วงก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ 2 นาทีที่แสงอ่อนลงแล้วเท่านั้น” นายวรวิทย์กล่าวด้านนายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.ฉะเชิงเทรา หรือฉายาโหร ส.ว.กล่าวว่า “ อิทธิพลสุริยุปราคา มีอิทธิพลทางดาราศาสตร์เช่นกันแต่น้อยกว่าอิทธิพลดวงดาว ที่ขณะนี้ดาวอังคารโคจรทับดาวเสาร์และเล็งดาวมฤตยู ที่ล้วนเป็นดาวบาปเคราะห์ ส่งผลร้ายกับดวงโลกและดวงเมือง ดาวพฤหัสบดีที่ให้คุณเดินวิปริตถอยหลังให้คุณไม่ได้ จะเป็นช่วงวิกฤตแก่บ้านเมืองอันเกิดการเปลี่ยนแปลงสูงสุดในขณะนี้ จนถึงวันที่ 9 ส.ค. 51ที่พอบรรเทาแต่ยังวิกฤต“จะต้องผ่านพ้นถึง 16 ก.ย. 51 สถานการณ์ด้านต่าง ๆ จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และจะดีเรื่อย ๆ ไปในระหว่างตั้งแต่เดือน มี.ค. – เม.ย. 52 เป็นต้นไป” นายบุญเลิศกล่าว