2551-08-27

แก้นิสัยขี้หึง..ตัวบ่อนทำลายความรัก


ไม่รู้เป็นยังไง แค่เห็นหนุ่มหวานใจทักทายผู้หญิงอื่นก็หงุดหงิด อยากพุ่งเข้าไปฉีกอกนังนั่นให้หายแค้น แบบนี้เขาเรียกว่า อาการขี้หึงจนเลือดขึ้นหน้า ถ้าไม่รีบระงับอาการสติแตกเช่นนี้ เขาอาจเบื่อหน่ายจนหันไปสนใจสาวอื่นจริงๆ...ไม่รู้ด้วยนะวิธีขจัดอาการขี้หึงด้วยตัวเอง1.ค้นหาสาเหตุ พยายามค้นหาสาเหตุให้ได้ว่า อาการขี้หึงจนหน้ามืดหูอื้อนี้มาจากไหน ซึ่งตามปกติมักมาจากปมเหล่านี้ เช่น ความรู้สึกไม่มั่นคง มีวัยเด็กที่ไม่ค่อยดีนัก มีปมปัญหาชีวิตในอดีต หรือตัวเราเองเป็นคนที่ชอบนอกใจจนนึกว่าคนอื่นก็คงไม่ซื่อสัตย์เช่นกัน ทำให้เกิดอาการหวาดระแวงซึ่งเป็นบ่อเกิดของความหึงหวง ถ้ายังมองตัวเองไม่ออก ขอให้ทำใจเย็นค่อยๆคิดพิจารณา โดยอาจใช้ปัญหาของเพื่อนที่ถูกแฟนนอกใจมาวิเคราะห์เป็นตัวอย่าง ถ้ายังมองไม่ออกอีก คงต้องพึ่งมืออาชีพอย่างนักจิตวิทยาแล้วละ2.นับถือตัวเอง ยิ่งเรานับถือตัวเองและเชื่อมั่นในตัวเองมากเท่าไร การที่เราจะเอาสมองไปคิดว่าแฟนเราจะนอกใจแอบไปเจ๊าะแจ๊ะสาวอื่น ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น จงเชื่อในตัวเอง อย่ามัวแต่คิดว่า ฉันสวยไม่พอ ฉันเก่งไม่พอ แฟนฉันต้องแอบไปเจ๊าะแจ๊ะสาวอื่นแก้ขัด เขามาเป็นแฟนเรา นั่นแสดงว่า เขาย่อมต้องรักเราในแบบที่เราเป็นมาตั้งแต่แรกแล้ว อย่ามัวแต่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับเขา ความจริงน่าจะมองในทางกลับกันบ้างว่า เขานั่นแหละที่ดีพอสำหรับเราหรือเปล่า3.เปลี่ยนพฤติกรรม เทคนิคนี้เป็นของนักจิตวิทยาจากเมืองนอกเมืองนา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาการหึงหวงโดยเฉพาะ วิธีนี้อาจฟังดูยาก ใช้เวลามากและประดักประเดิดชอบกล แต่รับรองว่าได้ผลชะงัด เพราะเคยมีคนลองแล้วสามารถแก้ไขลดอาการหึงหวงให้น้อยลงได้อย่างไม่น่าเชื่อหลักง่ายๆคือต้องใช้เทคนิคนี้ทุกครั้งที่มีอารมณ์หึงหวง ต้องซื่อสัตย์เคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น อาจต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับว่าความหึงหวงนั้นรุนแรงแค่ไหน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เราต้องเหน็บปากกากระดาษติดตัวไม่ว่าจะไปที่ไหน และอาจต้องคอยหลบเข้าห้องน้ำนับสิบครั้งระหว่างอยู่ในงานปาร์ตี้ แต่ถ้าต้องการลดความหึงหวงไม่ให้มาคอยรบกวนจิตใจจริงๆ ทำแค่นี้คงไม่หนักหนาอะไรหรอก จริงไหมคะหากเราและเขายังรักกันดีอยู่ ก็ควรบอกเขาไปว่าเรากำลังอยู่ในขั้นตอนบำบัดอาการอันไม่พึงประสงค์นี้ ถ้าเขารักเราจริง เขาย่อมต้องการให้ปัญหานี้ลุล่วงมากพอๆกับเรา ดีไม่ดีอาจมากกว่าเราด้วยซ้ำ เขาจะคอยให้กำลังใจและเป็นห่วงเป็นใยเมื่อเห็นเราหายตัวไปในระหว่างดำเนินการบำบัด ซึ่งเรื่องนี้เราอาจต้องบอกเพื่อนที่ซี้กันจริงๆด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น เรากำลังทำอะไรอยู่ เดี๋ยวเพื่อนจะตกใจว่าเราหายไปไหนระหว่างที่ออกไปเที่ยวด้วยกัน แต่ควรจะบอกเพื่อนแค่คนเดียวเท่านั้น เลือกที่สนิทกันจริงๆ เพราะถ้าบอกหลายคนเพื่อนอาจเอาไปแซวกระเซ้าเย้าแหย่เห็นเป็นเรื่องตลก จนเราอับอายและหมดกำลังใจที่จะบำบัดตัวเองต่อไปเขียนทุกอย่างในความรู้สึก ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์หึงหวงคุกรุ่น เขียนลงกระดาษทันที และใส่คะแนนด้วยว่า ความหึงหวงนั้นเข้มข้นแค่ไหน คะแนนเต็มไม่เกินสิบก็พอ เช่น แฟนฉันกำลังคุยเจ๊าะแจ๊ะกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหลังร้าน 9ถัดจากประโยคแรก เขียนเหตุผลที่ทำให้เราหึงลงไปให้หมด แจกแจงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เขาคุยกับหล่อนนานเกินไป...นานเกินความจำเป็นเสียแล้วเขายิ้มให้หล่อนเขามองหล่อนด้วยสายตา “แบบนั้น”หล่อนสวยเร้าใจ และเป็นแบบที่เขาชอบเสียด้วยทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับหล่อนทำหน้ากระอักกระอ่วนใจอย่างไรก็ไม่รู้ ทำเหมือนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ท่าทางสงสารเห็นใจเราเต็มที่ดูแล้วอาจเหมือนเราเป็นคนปัญญาอ่อน ให้มานั่งเขียนอะไรก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องเขียน เขียนเสร็จแล้วให้รอเฉยๆสักสองนาทีหรือนานกว่านั้นเพื่อดูว่าตัวเราเองหงุดหงิดงุ่นง่านมากน้อยแค่ไหน นี่จะเป็นตัวชี้ให้เห็นดีกรีความขี้หึงของเราแจกแจงคำอธิบายถึงเหตุผลแต่ละข้อ เมื่อเขียนเหตุผลของความหึงหวงเสร็จแล้ว ควรนั่งสงบจิตใจให้อารมณ์เย็นลงสักสองสามนาที หายใจเข้าลึกๆ เตือนตัวเองว่าครั้งล่าสุดที่แสดงอาการหึงหวงนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นลองบังคับตัวเองให้หาคำอธิบายในเหตุผลแต่ละข้อ และต้องเป็นคำอธิบายในด้านดีด้วย ถึงแม้ว่าในใจจะร่ำร้องว่า ไม่จริ๊งไม่จริง ฉันไม่เชื่อก็เถอะเขาคุยกับหล่อนนานเกินไป – เราคิดไปเองมากกว่ามั้ง ความจริงแค่ทักทายไม่กี่นาทีเท่านั้นเขายิ้มให้หล่อน – แฟนเราเป็นคนสุภาพและเป็นมิตร ถ้าเป็นเราก็คงยิ้มให้คนอื่นในสถานการณ์แบบนี้เหมือนกันแหละเขามองหล่อนด้วยสายตา “แบบนั้น” – เขาแสดงออกถึงความเป็นมิตรแท้ๆ นี่เราแปลความหมายเป็น “สายตาแบบนั้น” ได้ยังไงเนี่ย อย่าหยุดเขียนจนกว่าจะแจกแจงคำอธิบายในแง่ดีได้ครบทุกข้อย้อนทบทวน เขียนเสร็จแล้ว ลองมานั่งอ่านทบทวนสิ่งที่เขียน เน้นตรงคำอธิบายในแง่ดีทั้งหลายแหล่ที่เราได้พยายามเค้นความรู้สึกเขียนออกมา ในระหว่างที่เราทบทวนอยู่นี้ ความโกรธความหึงหวงทั้งหลายทั้งปวงจะค่อยๆบรรเทาเบาบางลง แทนที่จะไปอาละวาดเอากับแฟนเหมือนที่เคยทำ ก็กลายเป็นว่าเราสามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่โกรธจนหูอื้อหน้ามืดแล้วไปวีนแตกเหมือนเมื่อก่อนกลับไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ ถ้าเราต้องทำเป็นไม่สนใจแฟนที่กำลังคุยกับสาวอื่น หรือต้องทำเมินมองไปทางอื่น อารมณ์จึงจะสงบลงได้ก็ควรทำซะ ถ้าแฟนกลับมาแล้วถามว่าเราหายไปไหนมาตั้งนาน ก็ให้ตอบเขาไปตรงๆว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ แอบไปนั่งเขียนที่ไหน ถ้าเขาจับมือเราบีบเพื่อให้กำลังใจก็ปล่อยให้เขาทำไปเถอะ แม้ว่าในใจอยากลุกขึ้นไปตบนังนั่นให้สาแก่ใจ ก็ต้องวางเฉยเสีย พยายามฝืนยิ้มออกมาให้ได้ เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราไม่ได้คิดอะไร แล้วรีบหาเรื่องอื่นคุยทันทีในกรณีที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ขนาดหลบไปเขียนลงกระดาษแล้วยังไม่หายหงุดหงิด ก็ขอให้ไปทำซ้ำ ถ้ายังไม่เวิร์คควรกลับบ้านไปเลย ก่อนที่จะวีนแตกออกมาให้เสียกิริยา จะกลับบ้านเองหรือกลับกับแฟนก็แล้วแต่ แล้วไปนั่งเขียนที่บ้านใหม่ ถ้าเราเป็นคนที่ขี้หึงสุดๆ การบำบัดด้วยวิธีนี้จะได้ผลช้ามาก แค่ 2-3 อาทิตย์แทบไม่เห็นผล ต้องใช้เวลาเป็นเดือนขึ้นไปถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน บางรายต้องใช้เวลาสามเดือนเต็มๆอาการขี้หึงจึงหายสนิทเคล็ดลับของการบำบัดด้วยตัวเองแบบนี้ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ถ้ายังไม่เวิร์คก็ต้องทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ รู้สึกอย่างไร คิดอะไร มีเหตุผลอะไรเขียนลงไป แม้ต้องใช้เวลานานก็ต้องทำต่อไปอย่าท้ออย่าหยุด อย่ายอมพ่ายแพ้ต่อความหึงหวง ถ้าอยากให้ความรักครั้งนี้อยู่กับเราให้นานๆ ก็ควรทำตัวให้เขาอยากอยู่ใกล้ๆ ถ้าเราเป็นสาวน่ารักอารมณ์ดี ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ไม่หน้างอเป็นตะบักตะบวย เอาแต่หวาดระแวงตามจิกเขาตลอดเวลา รับรองว่าเขาจะไม่เหลียวแลผู้หญิงอื่นแน่นอน
ticha

ช่วยด้วย!!! ฉันเครียดจนตัองไปหาหมอโรคจิต...


“เครียด” ใครๆ ก็เป็นได้ทั้งนั้น คงไม่มีใครที่จะมีความสุข ร่าเริงได้ตลอดเวลา ยิ่งปัญหาการบ้าน การเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคงปลอดภัย รุมเร้าน่าปวดหัวขนาดนี้ บางคนเจอเรื่องเครียดๆ มามากถึงขนาดจิตตกเป็นโรคเครียด ต้องวิ่งไปหาจิตแพทย์ช่วยกันเลยทีเดียวสำหรับสังคมไทยการตกที่นั่งผู้ป่วยที่ต้องไปพบจิตแพทย์เป็นประจำคงไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าใดนัก ต้องปิดๆ บังๆ ไม่ให้ใครรู้ มิเช่นนั้นอาจจะถูกโยนตำแหน่งอันไม่ทรงเกียรติและถูกแบน ในฐานะ “คนโรคจิตหรือเป็นบ้า” ได้ แต่คุณรู้มั้ยว่าตามประเทศที่เค้าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่เจริญแล้ว การไปพบหรือปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยานับเป็นเรื่องปกติและควรทำมากๆ ยิ่งในประเทศของเราคนที่มักจะต้องไปหาจิตแพทย์บ่อยๆ บางทีก็เป็นคนเก่ง มีฐานะ หน้าที่การงานทางสังคมทั้งนั้น คราวนี้เรามาดูกันสิว่าคุณเครียดระดับที่ควรจะไปหาจิตแพทย์แล้วหรือยัง?
เครียดแค่ไหนถึงเกินลิมิตต้องให้หมอช่วยลองสังเกตดูนะ
ถ้าคุณเริ่มมีอาการหัวใจเต้นเร็ว หายใจได้ช่วงสั้นๆ ถี่ๆ มักปวดหัว เหงื่อออกมากตามมือและเท้า ท้องอืดอาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับหรือไม่ก็อ่อนล้าต้องการนอนมากเกินไป คลื่นไส้ ปวดตึงกล้ามเนื้อ หลงๆ ลืมๆ ขาดสมาธิ สับสนและลังเลในการตัดสินใจ ซ้ำยังหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน บางครั้งถึงขั้นวิตกจริต กังวลโน้นนี่ ซึมเศร้า ไม่ร่าเริง มองชีวิตในแง่ลบไปหมด แถมยังรู้สึกตัวเองอ่อนไหวและชิงชังง่ายๆ อย่างนี้ล่ะก็คุณรีบไปหาหมอด้านจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้เลย
ยิ่งถ้าคุณเฉยชา เมินต่อสิ่งรอบข้าง แทบจะใช้ชีวิตปกติไม่ได้เลยล่ะก็ หาหมอด่วนการที่เราๆ ท่านๆ จะท้อแท้หมดหวังกับชีวิตบางเป็นบางครั้งมันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าคุณนึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตเป็นเวลานานๆ สัก 2 อาทิตย์ขึ้นไป แบบใครเฮใครฮา ตลกใส่แต่คุณไม่ขำด้วยเนี่ยนี่น่าคิดนะคะคุณ ว่าคุณเกิดภาวะผิดปกติทางอารมณ์รึเปล่า คิดดูสิจ๊ะว่าถ้าคุณวันๆ นั่งๆ แต่คิดชีวิตนี้ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว อยากจะตายเสียซะให้ได้ แถมยังเอาเวลาว่างมานั่งขบคิดวิธีการตายเล่นซะอีก น้ำหนักก็ลดเอาๆ หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แบบพลังชีวิตหดหายเนี่ย ถ้าคุณปล่อยแบบนี้ต่อไปคุณต้องเกิดปัญหาแน่ๆ ทั้งกับสภาวะจิตใจของคุณเองและกับความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง6 เดือนแล้วฉันยังวิตกกังวลทุกเรื่องโดยหาสาเหตุไม่ได้ถ้าคุณเป็นแบบนี้รับรองได้ว่าจิตเสื่อมแน่ๆ การที่คนเรามีความวิตกกังวลมากเกินไปต้องเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตแน่นอน เช่นกลัวออกจากบ้านแล้วแผ่นดินจะไหว ฟ้าจะถล่ม กลัวจะเป็นโรคโน้นโรคนี้ กลัวแฟนจะมีชู้ คนที่บ้านจะไม่รัก โดยที่ไม่มีสาเหตุแรงจูงใจอะไรเลย พาลไปถึงทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับเพราะคิดมาก จนเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย อ่อนล้า ภายใน 6 เดือนถ้าคุณยังไม่หายอาการเหล่านี้ คุณคงเข้าข่ายพบแพทย์แล้วล่ะ
รู้จัก “ไบโพลาร์ดิสออร์เดอร์”
คุณๆ รู้มั้ยว่าการที่เครียดหนักถึงขั้นมีอาการซึมเศร้าสลับคลุ้มคลั่ง เป็นอาการของ “ไบโพลาร์ดิสออร์เดอร์” คือมีอาการของโรคซึมเศร้าสลับกับอาการมีความมั่นใจในตัวเองสูงถึงขั้นหลงตัวเอง ประมาณว่าฉันเก่งที่สุดอ่ะ ต้องเชิดๆ หยิ่งๆ แถมนกแก้วเข้าสิง พูดได้ทั้งวันไม่รู้จักเหนื่อย อยากนอนหลับขั้นโอเว่อร์ หงุดหงิดวีนแตกแม้กระทั่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง แถมไฮเปอร์ ใจร้อนสุดๆ แบบอยากจะขึ้นแท่นท็อปทุกเรื่องตั้งแต่การงานจนถึงเรื่องบนเตียง ซ้ำร้ายยังบ้าบิ่นทำเรื่องเสี่ยงแบบไม่น่าเชื่อได้อีกด้วย ใครที่เป็นแบบนี้มักไม่รู้ตัวหรอกจนกว่าคนรอบข้างจะมาบอก เพราะฉะนั้นก็รับฟังคำตักเตือนคนอื่นเสียบ้างล่ะปัจจุบันนี้คนที่ควรมาพบหรือได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยามี 2 ประเภท คือคนที่มีอาการทางจิตขั้นรุนแรง กับอีกกลุ่มเป็นพวกที่มีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า การย้ำคิดย้ำทำ หรือภาวะทางจิตอ่อนๆ ซึ่งล้วนแต่เกิดจากสาเหตุของความเครียด โดยมักจะแสดงอาการออกมาให้สังเกตทางกายและสภาพจิตใจ นำมาซึ่งปัญหาต่อการดำเนินชีวิต การปรับตัวกับคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนร่วมงานและครอบครัว ทางออกที่ดีที่สุดคือการได้พูดคุยกับแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อหาแนวทางจัดการชีวิต จะทำให้คนที่มีอาการเหล่านี้รู้สึกดีขึ้น รู้อย่างนี้จะช้าอยู่ไย หากมีปัญหาเข้าข่ายอาการที่เล่ามาก็พบหมอดีกว่า เพราะนั่นคือการดูแลสุขภาพอีกด้านหนึ่งด้วยนะจ๊ะสายด่วนถึงคุณหมอ คลินิกคู่ใจ กรุงเทพมหานคร โทร. 1556สายด่วนสุขภาพจิต โทร.1667
หน่วยบริการตอบปัญหาสุขภาพจิต โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โทร. 0-2437-7061สายด่วน โรงพยาบาลศรีธัญญา โทร. 0-2526-3342ศูนย์ฮอตไลน์ โทร. 0-2277-7699 ศุนย์สุขจิตวิทยา โทร. 0-2245-7798โรงพยาบาลนิติจิตเวช โทร. 0-2441-9029

น้ำมันทอดซ้ำ คนกินป่วยเรื้อรัง คนปรุงอุดมไอน้ำมัน มะเร็งปอดเล่นงาน

ชี้ น้ำมันทอดซ้ำสุดอันตราย คนกินก่อโรคเรื้อรังสารพัด ทั้งหัวใจ มะเร็ง ขณะที่ผู้ขายสูดดมไอน้ำมันส่งผลมะเร็งปอดถามหา พร้อมเผยคนไทยใช้น้ำมันพืชปีละ 8 แสนตัน แนะน้ำมันทอดซ้ำกลับมาทำไบโอดีเซลได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลิตรต่อปี ด้านกรมวิทย์ จับมือ สสส.อปท.แจกชุดตรวจน้ำมันทอดซ้ำให้รู้กำหนดเวลาเปลี่ยนน้ำมัน 5 แสนชุด สุดเจ๋งไทยคิดเอง ราคาถูกชุดละ 20 บาท ตรวจง่ายใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที รณรงค์ใหญ่โครงการ “ทำดีเพื่อแม่ 12 สิงหา”
วันที่ 21 ก.ค.ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการแถลง “หยุดมหันตภัยน้ำมันทอดซ้ำ ถวายแม่ของแผ่นดิน ในโครงการ ทำดีเพื่อแม่ 12 สิงหา” โดย ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ อุบลราชธานี กล่าวว่า การบริโภคอาหารจากน้ำมันทอดซ้ำไม่เพียงแต่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ความดันโลหิต หลอดเลือดหัวใจเฉพาะผู้ทานเท่านั้น ผู้ขายก็มีอันตรายที่ต้องสูดดมไอน้ำมันทอดซ้ำก็มีอันตรายด้วยเช่นกัน โดยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด ซึ่งจากการตรวจสุขภาพแม่บ้านซึ่งปรุงอาหาร พบว่า เป็นมะเร็งปอดสูงมาก และมีการสืบสาเหตุ พบว่า มีการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันมาก โดยไม่มีประวัติว่ามีการสูบบุหรี่แต่อย่างใด ไต้หวันจึงได้ออกกฎหมายไม่ให้ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เพื่อป้องกันสุขภาพของผู้ปรุงอาหารจากอันตรายของไอของน้ำมันทอดซ้ำ จำนวนผู้ป่วยจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ภก.วรวิทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ โรคมะเร็งทางเดินอาหาร มีอัตราการเกิดมากขึ้นเป็นอันดับ 3 ทั้งในชายและหญิง ซึ่งสารโพลาร์ คือ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็ง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงกำหนดให้น้ำมันทอดซ้ำ ต้องมีค่าสารโพลาร์ ไม่เกิน 25% ผู้ประกอบการอาหารที่ฝ่าฝืน จะมีโทษโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท “ทั้งนี้ หากจัดระบบการนำน้ำมันทอดซ้ำกลับมาผลิตไบโอดีเซลคาดว่า แต่ละปีมีน้ำมันทอดซ้ำประมาณ 8 แสนตัน ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลิตรต่อปี ที่สามารถนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ ทั้งที่ปริมาณการใช้งานมีมากถึง 10% ของน้ำมันดีเซล”ภก.วรวิทย์ กล่าว
ภก.วรวิทย์ กล่าวอีกว่า กรมวิทย์ได้พัฒนาชุดทดสอบน้ำมันทอดซ้ำ เพื่อให้ประชาชนทราบว่าจะเปลี่ยนน้ำมันทุกๆ กี่วัน อีกทั้งเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนในราคาเพียง 20 บาท มีความแม่นยำถึง 99.2% จากที่เครื่องมือในต่างประเทศราคา 3 หมื่นบาท และต้องทดสอบขณะที่น้ำมันกำลังทอด ซึ่งไม่สะดวก แต่ชุดทดสอบนี้เพียงนำน้ำมันมาหยดเท่านั้น ซึ่งสามารถทดสอบได้ง่าย ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที นักเรียน หรืออาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) สามารถทำได้ ซึ่งเมื่อทดสอบหากเป็นน้ำมันทอดซ้ำจะมีสีชมพูซีด
“นอกจากนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวันแม่แห่งชาตินี้ กรมฯร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)จึงได้จัดเตรียมชุดตรวจฯแจกจ่ายไปยังทั่วประเทศกว่า 5 แสนชุด ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,583แห่ง จากการประมาณการว่ามีร้านค้าที่มีการทอดโดยใช้น้ำมันมากจำนวน 7 แสนถึง 1 ล้านแห่งทั่วประเทศ” ภก.วรวิทย์ กล่าว
ด้าน รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า อาหารในกลุ่มโปรตีนจะเปลี่ยนแปลงโมเลกุลได้มากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นเมื่อถูกทอดด้วยน้ำมัน น้ำมันจะเกิดสารโพลาร์ได้ง่ายกว่า ซึ่งอาหารอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดสารโพลาร์ได้ง่าย หากใช้น้ำมันที่ทอดติดต่อกันนานเกินควรได้แก่ ไก่ทอด หมูทอด ปลาทอด กล้วยแขก ปลาท่องโก๋ หากร่างกายได้รับติดต่อกันนานๆ จะสะสมทำให้เกิดโรคในที่สุด เทียบเท่าความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า
“ในต่างประเทศ พบว่า ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงสัมพันธ์กับการทานอาหารทอดที่มาจากน้ำมันทอดซ้ำด้วย แม้ว่าในไทยยังไม่มีการวิจัยว่าไอน้ำมันทอดซ้ำส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร แต่คาดว่าจะมีลักษณะสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่พบว่า ไอของน้ำมันที่ทอดซ้ำมีผลต่อการเป็นมะเร็งปอดด้วย นอกจากในตลาดแล้วห้องครัวที่ไม่มีระบบการระบายอากาศที่ดี เช่น ห้องครัวในคอนโดมิเนียม แฟลต ฯลฯ ก็อาจเกิดมลพิษในบ้าน และผู้ประกอบอากาศอาจเสี่ยงต่อไอน้ำมันที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง” รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์กล่าว
รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผจก.แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ กล่าวว่า การเก็บตัวอย่างสารโพลาร์ในน้ำมันทอดอาหารในเขต กทม.จำนวน 315 รายการ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดือน ต.ค.2550 - พ.ค.2551 พบ อาหารตกมาตรฐาน 47 รายการ หรือ 14.92%
กลุ่มอาหารที่มีสารโพลาร์ในน้ำมันตกมาตรฐาน 5 อันดับแรก
1.ลูกชิ้น 26.66%
2.ไก่ทอด 18.60%
3.ปลาทอด 17.54%
4.นัทเก็ต 12.5%
5.หมูทอด 6.67%
ซึ่งจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง น้ำมันทอดซ้ำที่เสื่อมคุณภาพ จะมีลักษณะหนืดข้นผิดปกติ
มีสีดำ เกิดฟองมาก มีกลิ่นเหม็นไหม้ เกิดควันมากขณะทอด(ขอบคุณ Manager Online)
:Thicha Phongpaiboon